สารจากประธานกรรมการบริษัท
ปี 2567 ยังคงเป็นปีที่เต็มไปด้วยความท้าทายสำหรับทั้งเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย เราต้องเผชิญกับความผันผวนและความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ไม่สม่ำเสมอหรือความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ ซึ่งล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวม รวมถึงภาคอุตสาหกรรมยางพาราของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในปีนี้ที่ปรากฏการณ์เอลนีโญได้สร้างผลกระทบรุนแรงต่ออุตสาหกรรมยางพารา ปริมาณฝนที่ลดลงและภาวะแห้งแล้งในหลายพื้นที่ส่งผลให้ผลผลิตยางพาราลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นำไปสู่แนวโน้มการปรับตัวสูงขึ้นของราคายางพาราประมาณร้อยละ 40 เมื่อเทียบกับปี 2566
ในขณะที่ความต้องการยางพารายังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะจากอุตสาหกรรมยานยนต์ที่กำลังฟื้นตัวและมีความต้องการเพิ่มขึ้น ประกอบกับการบังคับใช้มาตรฐานสิ่งแวดล้อมระดับสากล อาทิ กฎระเบียบของสหภาพยุโรปว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เร่งให้ราคายางพาราปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปีก่อน ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนวัตถุดิบของบริษัทฯ
อย่างไรก็ตาม แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยดังกล่าว บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นในการปรับตัวและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ในปี 2567 บริษัทฯ สามารถรักษาผลประกอบการที่น่าพอใจไว้ได้ โดยนับตั้งแต่การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 2561 บริษัทฯ มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง รายได้จากการขายเติบโตเฉลี่ยปีละร้อยละ 18.22 ขณะที่กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 22.61 ต่อปี แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งทางการเงิน ความสามารถในการทำกำไร และศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น
ในปี 2567 บริษัท ฯ ได้ปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์และพันธกิจขององค์กรให้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการดำเนินธุรกิจที่สร้างคุณค่าและอนาคตที่ยั่งยืนให้กับทุกชุมชนที่มีเราอย่างแท้จริง นอกเหนือจากการเป็นผู้ส่งมอบผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติระดับพรีเมียมและมีความหลากหลายที่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว เราภูมิใจ ที่ได้สร้างอนาคตแห่งความยั่งยืนให้กับทุกชุมชนที่เราเป็นส่วนหนึ่ง สร้างคน สร้างอาชีพ สร้างโอกาส และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยางไทย รวมถึงผู้คนในชุมชนท้องถิ่น ให้เติบโตเคียงข้างกันอย่างมั่นคง
บริษัท ฯ วางกรอบการดำเนินงาน “N E R” เพื่อดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน
เรามุ่งมั่นในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม (N: Nurture Nature) เพราะความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมคือเป้าหมายที่ท้าทายของโลก เราจึงเลือกใช้พลังงานสะอาด ลดคาร์บอนฟุตพริ้นต์ และส่งเสริมการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ในทุกกระบวนการของบริษัท และขยายขอบเขตไปสู่ทั้งห่วงโซ่อุปทาน พร้อมทั้งส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
เรามุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน (E: Empowering People) โดยการพัฒนาศักยภาพบุคลากร พร้อมดูแลพนักงานให้แข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจเพื่อสร้างความสุขในการทำงาน และส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับทุกคนในองค์กร รวมถึงคนในชุมชนท้องถิ่น ทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม การศึกษา สุขภาพ และความปลอดภัย
เรามุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ (R : Rubber and Beyond) เราใส่ใจรายละเอียดในทุกขั้นตอนการผลิตภายใต้มาตรฐานสูงสุดด้วยกำลังการผลิตถึง 515,600 ตันต่อปี และขยายธุรกิจสู่อุตสาหกรรมปลายน้ำเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับยางธรรมชาติ อาทิ แผ่นยางพาราปูรองปศุสัตว์ภายใต้แบรนด์ Cattle Flex
หัวใจของเราคือความมุ่งมั่นในดำเนินธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์และยุติธรรม เคารพในหลักสิทธิมนุษยชนตลอดห่วงโซ่คุณค่า ยึดหลักเกณฑ์มาตรฐานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อให้ลูกค้าและคู่ค้าทุกราย ไม่ว่าจะเป็นรายใหญ่หรือรายย่อย ได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม
จากการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ทำให้ในปี 2567 บริษัทฯ ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติในหลายด้านอย่างต่อเนื่อง อาทิ การได้รับคัดเลือกให้อยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ระดับ "A" ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 รางวัลบริษัทที่มีการกำกับดูแลกิจการที่ดี (CGR) ระดับดีเลิศ (Excellent CG Scoring) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ได้รับการรับรองการเป็นแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC Certification) ได้รับการจัดอันดับของ EcoVadis Sustainability Rating ระดับเหรียญทองแดงต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 และรางวัลด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เราจึงภาคภูมิใจในทุกย่างก้าวของความสำเร็จและทุกคุณค่าที่เกิดขึ้น เราพร้อมที่จะมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ในปี 2030 และขยายฐานการผลิตสู่ชุมชนแห่งใหม่ทั้งภายในประเทศและในแอฟริกา เพื่อสร้างคุณค่าและมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน และสร้างสังคมที่มีคุณภาพ ในทุกๆ แห่งที่มีเรา
ในนามของคณะกรรมการบริษัทฯ ผมขอขอบคุณท่านผู้ถือหุ้นทุกท่าน ที่ได้ให้ความไว้วางใจและสนับสนุนบริษัทฯ มาโดยตลอด เราขอให้คำมั่นสัญญาว่าจะยังคงมุ่งมั่นในการดำเนินงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าให้แก่ผู้ถือหุ้น และสร้างคุณค่าให้แก่สังคมและชุมชนอย่างยั่งยืน
สารจากประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
ปี 2567 นับว่าเป็นปีที่ท้าทายสำหรับภาคธุรกิจทั่วโลก รวมถึงอุตสาหกรรมยางพาราของประเทศไทย ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนจากปัจจัยหลายประการ ทั้งสงครามการค้า ภาวะเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้น ล้วนส่งผลกระทบต่อความต้องการใช้ยางพาราทั่วโลกและทำให้ราคาขายยางพาราผันผวนอย่างมาก นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ทำให้เกิดภัยแล้งในหลายพื้นที่ของประเทศไทยที่ส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตยางพาราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรก็ตามบริษัทฯ สามารถปรับตัวและบริหารความเสี่ยงในการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการปรับกระบวนการผลิตให้สามารถทวนสอบย้อนกลับเพื่อรับมือการผลิตสินค้า EUDR และเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้าด้วยการ เชิญ Third Party มาตรวจสอบกระบวนการผลิตภายใต้กฎระเบียบของ EUDR การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ และการขยายตลาดสู่กลุ่มลูกค้าใหม่ ส่งผลให้ในปี 2567 บริษัทฯ สามารถบรรลุเป้าหมายรายได้จากการขายที่ 27,448 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 และมีกำไรสุทธิ 1,652 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 เมื่อเทียบกับปี 2566
แนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2568 ยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่ด้วยนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐและการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก จะเป็นแรงสนับสนุนให้ความต้องการใช้ยางพาราทั้งในประเทศและต่างประเทศเริ่มปรับตัวดีขึ้น โดยคาดว่าราคาเฉลี่ยของยางพาราจะอยู่ที่ 70 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งจะส่งผลเชิงบวกต่อการเติบโตของรายได้บริษัทฯ นอกจากนี้ ผู้ผลิตจากจีนส่วนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศจีน ได้ย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทย จึงเป็นโอกาสให้บริษัทฯ สามารถขยายฐานลูกค้าในประเทศได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงต้องเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจ เช่น การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ การเปลี่ยนแปลงนโยบายภาครัฐ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเกษตรและการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งบริษัท ฯ ได้บริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรอบคอบและกำหนดมาตรการอย่างเหมาะสม เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องและเติบโตได้ในระยะยาว
นอกเหนือจากการสร้างคุณค่าทางธุรกิจ บริษัทฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการเติบโตไปพร้อมกับสังคมอย่างยั่งยืน เป็นไปตามจุดมุ่งหมาย “NER สร้างคุณค่าที่มากกว่ายาง” และวิสัยทัศน์ “เราคือผู้ผลิตยางธรรมชาติชั้นนำระดับโลก ที่มุ่งมั่นสร้างคุณค่าที่เหนือกว่า พร้อมขับเคลื่อนอนาคตแห่งความยั่งยืน เพื่อทุกชุมชนที่เราเป็นส่วนหนึ่งอย่างแท้จริง” บริษัทฯ จึงดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบการดำเนินงานเพื่อความยั่งยืน "N E R" พร้อมกำหนดกลยุทธ์ “4 ดี” ที่มุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างความสำเร็จทางธุรกิจ การพัฒนาสังคม และการดูแลสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืนในทุกมิติ
- สินค้าดี ผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางคุณภาพสูงที่มีความหลากหลายด้วยนวัตกรรมและต้นทุนที่ได้เปรียบในการแข่งขัน ที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยกำลังการผลิตถึง 515,600 ตันต่อปี และขยายธุรกิจสู่อุตสาหกรรมปลายน้ำเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับยางธรรมชาติ อาทิ แผ่นยางพาราปูรองปศุสัตว์ภายใต้แบรนด์ Cattle Flex ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับยางพาราธรรมชาติ แต่ยังสนับสนุนการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ อีกทั้งยังสามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนเกษตรกร และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มองหาผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
- คู่ค้าดี พัฒนาห่วงโซ่อุปทานให้โปร่งใส เป็นธรรม และยึดมั่นในหลักการกำกับดูแลที่ดี ปฏิบัติตามกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งยกระดับมาตรฐานคุณภาพให้สอดคล้องกับระดับสากล บริษัท ฯ ได้พัฒนาระบบบริหารความเสี่ยงด้าน ESG ให้ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่คุณค่าและดำเนินการประเมินความเสี่ยงด้าน ESG ของคู่ค้าสำคัญ พร้อมทั้งสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของคู่ค้าเกษตรกรเพื่อลดความเสี่ยงในการดำเนินงานและเพิ่มความสามารถในการส่งมอบวัตถุดิบที่ได้รับการรับรองด้านความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น EUDR และ FSC ตลอดจนมาตรฐานต่างๆ ที่สะท้อนถึงความรับผิดชอบและความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจยางพาราอย่างยั่งยืน
- สิ่งแวดล้อมดี กำหนดเป้าหมายมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ในปี 2030 บริษัท ฯ มุ่งมั่นในการลดอัตราการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงและทางอ้อมต่อหน่วยผลิต (Combined GHG scope 1&2 Intensity) ลงอย่างต่อเนื่องเหลือ 0.056 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อตันในปี 2567 และส่งเสริมการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ในทุกกระบวนการของบริษัท อาทิ ลดการพึ่งพาน้ำจากภายนอกโดยใช้น้ำหมุนเวียนในบริษัทร้อยละ 100 และลดสัดส่วนของเสียที่ส่งไปกำจัดด้วยวิธีฝังกลบต่อปริมาณขยะทั้งหมดเหลือร้อยละ 4.04 พร้อมทั้งวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมในกระบวนการผลิตที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
- สังคมดี ส่งเสริมการพัฒนาและการมีส่วนร่วมของทุกคนในสถานที่ทำงานและในชุมชนท้องถิ่น เพื่อความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคน บริษัท ฯ จึงให้ความสำคัญกับการดูแลพนักงานและตอบสนองต่อความต้องการและความคาดหวังของพนักงานอย่างเหมาะสม เพื่อให้พนักงานมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง และมีความสุขในการทำงาน รวมถึงเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรที่สนับสนุนความสามารถในการทำงานและการเติบโตของบริษัท ฯ ทำให้ในปี 2567 บริษัทฯ มีคะแนนความผูกพันของพนักงานต่อบริษัท ฯ สูงถึง 85.88% นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินโครงการต่างๆ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น ทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม การศึกษา สุขภาพ และความปลอดภัย เช่น สนับสนุนการจ้างงานในท้องถิ่นเป็นหลัก จึงมีพนักงานที่มีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดบุรีรัมย์ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัท ฯ จำนวนถึงร้อยละ 84.48 การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โครงการ NER สนับสนุนวิถีเกษตรยั่งยืน โครงการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานสู่ความยั่งยืน ตลาดนัดสีเขียว กิจกรรมตรวจสุขภาพและให้การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันแก่กลุ่มเปราะบาง การสนับสนุนและพัฒนาการเรียนการสอนของโรงเรียนในชุมชน 9 แห่ง และอื่นๆ อีกมากมาย
บริษัทฯ จะยังคงมุ่งมั่นสร้างคุณค่าให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่องต่อไปในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชุมชนที่เราอยู่ร่วมกัน เราเชื่อมั่นว่าการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง เพื่อสร้างคุณค่าและมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน และสร้างสังคมที่มีคุณภาพ ในทุกๆ แห่งที่มีเรา
“ด้วยวิสัยทัศน์ในการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมยางพารา ผมเชื่อมั่นว่า บริษัทฯ จะเติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าให้กับผู้ถือหุ้นทุกท่าน ควบคู่กับการสร้างสรรค์คุณค่าให้กับสังคม”