แนวทางการบริหารจัดการ

น้ำใช้และน้ำเสียเป็นประเด็นที่ผู้มีส่วนได้เสียและบริษัทฯ ให้ความสำคัญมาก เนื่องจากเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตและการดำเนินธุรกิจ บริษัทฯ จึงกำหนด “นโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน” เพื่อแสดงเจตนารมย์ในการดําเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อการใช้น้ำ ลดและป้องกันผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมและสิทธิของชุมชนท้องถิ่นในการเข้าถึงแหล่งทรัพยากรน้ำ รวมถึงส่งเสริมและปกป้องทรัพยากรน้ำตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามนโยบายดังกล่าว บริษัทฯ มุ่งมั่นลดการใช้น้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดเป้าหมายลดอัตราการใช้น้ำต่อหน่วยการผลิต หรือ Water Intensity ลงร้อยละ 20 ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2566 รวมถึงกำหนดเป้าหมายนำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ใหม่ภายในบริษัทฯ ร้อยละ 100 เพื่อลดการพึ่งพาน้ำใหม่ ลดปริมาณน้ำเสียที่ต้องระบายออกสู่ภายนอก และสนับสนุนการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างคุ้มค่าตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ทั้งนี้ บริษัทฯ ยึดถือการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 มาตรฐานน้ำทิ้งของกรมควบคุมมลพิษ และมาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001:2015 อย่างเคร่งครัด

ศึกษานโยบายการบริหาร จัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน เพิ่มเติมได้ที่ www.nerubber.com หรือ สแกน QR Code

บริษัทฯ จัดตั้งคณะทำงานบริหารจัดการน้ำ ประกอบด้วยผู้แทนจากฝ่ายสิ่งแวดล้อมและฝ่ายผลิต โดยมีนายณัฐเดช ชนะประโคน ผู้จัดการฝ่ายวิศวกรรม เป็นประธานคณะทำงาน มีหน้าที่รับผิดชอบในการประเมินและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวเนื่องกับการบริหารจัดการน้ำ จัดทำแผนงาน แผนปฏิบัติการ และแผนงบประมาณการบริหารจัดการน้ำ ติดตามผลการดำเนินการเรื่องน้ำในกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร จัดหาแหล่งน้ำและเพิ่มพื้นที่เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในบริษัทฯ ในภาวะปกติและภาวะวิกฤต และการสื่อสารเพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพให้แก่พนักงาน โดยรายงานตรงต่อประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และรายงานผลการดำเนินงานต่อคณะกรรมการบริหารเป็นประจำทุกเดือน

กลยุทธ์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

จากผลการประเมินผลกระทบและความเสี่ยงด้านน้ำ ประกอบกับบริบทของพื้นที่โรงงานผลิตในจังหวัดบุรีรัมย์ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความเครียดน้ำสูงมาก บริษัทฯ จึงกำหนดกลยุทธ์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำภายใต้แนวคิด “4Rs”เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ ลดการพึ่งพาน้ำใหม่ ลดและป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ รวมถึงสร้างความมั่นคงด้านน้ำสำหรับการดำเนินธุรกิจในระยะยาว

ผลการดำเนินงานปี 2568
การสร้างความมั่นคงทางน้ำ

พื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นพื้นที่เกษตรกรรมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่พึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก และมีความเสี่ยงด้านปริมาณน้ำจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะภัยแล้งที่อาจกระทบต่อความเพียงพอของน้ำสำหรับภาคการเกษตร ชุมชน และการดำเนินงานของภาคอุตสาหกรรม บริษัทฯ ตระหนักถึงการใช้น้ำจำนวนมากในกระบวนการผลิตซึ่งมีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำหากมีการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง อาจส่งผลต่อความต่อเนื่องของกระบวนการผลิต รวมถึงอาจนำไปสู่ข้อกังวลหรือความขัดแย้งด้านการใช้น้ำกับชุมชนโดยรอบ บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญกับสร้างความมั่นคงทางน้ำสำหรับการดำเนินธุรกิจ โดยจัดให้มีแหล่งน้ำสำรองภายในพื้นที่ดำเนินงานรวมความจุทั้งสิ้น 415,000 ลูกบาศก์เมตร และไม่มีการสูบน้ำจากแหล่งน้ำของชุมชน โดยมีการดำเนินงานดังนี้

การบริหารแหล่งน้ำสำรองภายในพื้นที่ดำเนินงาน

บริษัทฯ ขุดบ่อรับน้ำฝนตามฤดูกาลจำนวน 3 บ่อ มีความจุรวม 365,000 ลูกบาศก์เมตร เพื่อใช้เป็นแหล่งน้ำผิวดินสำรองสำหรับกิจกรรมการผลิตและการอุปโภคบริโภคภายในโรงงาน บริษัทฯ มีการติดตามปริมาณน้ำสำรองและปริมาณการใช้น้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินความเพียงพอของน้ำต่อการดำเนินงาน และใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งหรือสถานการณ์ที่ปริมาณน้ำฝนต่ำกว่าปกติ

การหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ใหม่

บริษัทฯ จัดให้มีบ่อเก็บกักน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วจำนวน 1 บ่อ มีความจุ 50,000 ลูกบาศก์เมตร สำหรับรวบรวมน้ำที่ผ่านการบำบัดจากกระบวนการผลิตทั้งหมด เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ในกระบวนการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในปี 2568 บริษัทฯ สามารถนำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ใหม่ภายในกระบวนการผลิตได้ร้อยละ 100 สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวด้านการบริหารจัดการน้ำของบริษัทฯ ส่งผลให้ไม่มีการปล่อยน้ำทิ้งจากกระบวนการผลิตออกสู่แหล่งน้ำสาธารณะ ทั้งนี้ บริษัทฯ มีการติดตามคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าน้ำที่นำกลับมาใช้ใหม่มีคุณภาพเหมาะสมต่อการใช้งาน และไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อแหล่งน้ำ ระบบนิเวศ และชุมชนโดยรอบ

ความเพียงพอของน้ำสำรองและความต่อเนื่องทางธุรกิจ

จากการบริหารจัดการแหล่งน้ำสำรองและระบบหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ใหม่ดังกล่าว บริษัทฯ สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่พบปัญหาการขาดแคลนน้ำในการดำเนินงาน นอกจากนี้ จากการประเมินความเพียงพอของน้ำสำรองภายในพื้นที่ บริษัทฯ คาดว่าสามารถนำน้ำสำรองที่มีอยู่มาใช้รองรับกระบวนการผลิตได้เป็นระยะเวลาประมาณ 2.52 ปี ในกรณีเกิดภัยแล้งหรือภาวะขาดแคลนน้ำ แนวทางดังกล่าวช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางน้ำ ลดความเสี่ยงต่อความต่อเนื่องของกระบวนการผลิต ลดการพึ่งพาแหล่งน้ำภายนอก และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อผู้มีส่วนได้เสียที่ใช้ทรัพยากรน้ำร่วมกันในพื้นที่ รวมถึงสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ในระยะยาว

ในปี 2568 บริษัทฯ ใช้น้ำจากแหล่งน้ำสำรองภายในพื้นที่ดำเนินงานเป็นแหล่งน้ำหลักสำหรับกระบวนการผลิต โดยมีปริมาณการใช้น้ำผิวดินจากบ่อสำรองของบริษัทฯ ที่จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 1,551,227 ลูกบาศก์เมตร ขณะที่การใช้น้ำจากระบบประปามีปริมาณเพียง 62.5 ลูกบาศก์เมตร จึงเป็นสัดส่วนที่ไม่มีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปริมาณการใช้น้ำทั้งหมดของบริษัทฯ และใช้สำหรับกิจกรรมสนับสนุนภายในสำนักงานกรุงเทพเท่านั้น

การลดการใช้น้ำและการสูญเสียน้ำในองค์กร

บริษัทฯ มีเป้าหมายในการลดการใช้น้ำในกระบวนการผลิตและในสำนักงาน จึงได้จัดทำ “โครงการ NER ร่วมใจอนุรักษ์การใช้น้ำอย่างยั่งยืน” เพื่อส่งเสริมให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำและใช้น้ำอย่างคุ้มค่าในทุกกิจกรรม โดยคณะทำงานบริหารจัดการน้ำทำหน้าที่ควบคุมและติดตามความคืบหน้าของกิจกรรมภายในโครงการต่าง ๆ ดังนี้

  • การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในกระบวนการผลิต โดยเฉพาะขั้นตอนการล้างทำความสะอาดยาง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีการใช้น้ำในปริมาณมาก ฝ่ายผลิตจึงกำหนดเป้าหมาย ลดอัตราการใช้น้ำต่อหน่วยการผลิตลงร้อยละ 10 เทียบกับปีฐาน 2566 พร้อมทั้งปรับปรุงวิธีการปฏิบัติงานเพื่อลดการสูญเสียน้ำที่ไม่จำเป็น เช่น การควบคุมไม่ให้เปิดวาล์วน้ำทิ้งบริเวณก้นบ่อในระหว่างการเติมน้ำเข้าทางด้านบนของบ่อล้างทำความสะอาดยาง และการกำหนดรอบการทำความสะอาดตามระดับความสกปรกของน้ำในบ่อ แทนการถ่ายน้ำหรือทำความสะอาดตามรอบเวลาคงที่
  • การบันทึกและติดตามปริมาณการใช้น้ำในกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง พร้อมรายงานผลต่อคณะทำงานบริหารความเสี่ยงขององค์กรเป็นประจำทุกเดือน เพื่อติดตามผลการดำเนินงานของฝ่ายผลิตในการควบคุมการใช้น้ำให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด และประเมินประสิทธิภาพของมาตรการลดการใช้น้ำ
  • การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำของอุปกรณ์และสุขภัณฑ์ บริษัทฯ มีการเลือกใช้สุขภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติช่วยประหยัดน้ำ นอกจากนี้ยังมีการดำเนินการติดตั้งลูกลอยในถังเก็บน้ำทุกใบ เพื่อควบคุมระดับน้ำ และป้องกันปัญหาน้ำล้น
  • การตรวจสอบและซ่อมแซมการรั่วไหลของน้ำในอุปกรณ์และระบบท่อ บริษัท ฯ ทำการตรวจสอบอุปกรณ์และระบบท่อเป็นประจำทุกสัปดาห์ และให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมในการสอดส่องดูแลและแจ้งซ่อมเพื่อดำเนินการแก้ไขในทันที หากมีการพบเห็นการรั่วไหลของน้ำภายในบริษัท ฯ เช่น การรั่วซึมของก๊อกน้ำ หรือสุขภัณฑ์ในห้องน้ำ
  • การให้ความรู้และรณรงค์สร้างความตระหนักแก่พนักงานเกี่ยวกับการใช้และอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในทุกโรงงานผลิตและสำนักงาน บริษัทฯ มีการจัดกิจกรรม Morning talk เป็นประจำทุกเช้าวันศุกร์ โดยฝ่ายสิ่งแวดล้อม ร่วมกับฝ่ายผลิตเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ และชี้แจงมาตรการการประหยัดน้ำสำหรับสำนักงานและภายในกระบวนการผลิตแก่พนักงาน มีผู้เข้าร่วม ประมาณ 100 คนหมุนเวียนกันตามรอบการทำงาน และมอบหมายให้หัวหน้างานในแต่ละฝ่ายสื่อสารกับพนักงานที่ไม่ได้เข้าร่วมรับฟังให้ครบทุกคน นอกจากนี้บริษัท ฯ ยังมีการจัดทำป้ายรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ให้พนักงานปิดน้ำทุกครั้งที่ไม่ใช้ และร่วมกันตรวจสอบการรั่วไหลของน้ำอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงให้ใช้ภาชนะรองรับน้ำสำหรับการล้างจาน และอุปกรณ์ทำความสะอาดต่าง ๆ แทนการล้างจากก๊อกน้ำโดยตรง เพื่อลดการสูญเสียน้ำโดยไม่จำเป็น
การจัดการน้ำเสียและการหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ใหม่

บริษัทฯ ตระหนักถึงความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนจากการจัดการน้ำเสีย จึงได้ดำเนินการรวบรวมน้ำเสียจากทุกกิจกรรมการดำเนินงานในพื้นที่รับผิดชอบของบริษัทฯ ได้แก่ น้ำเสียจากการสะเทินน้ำจากวัตถุดิบยางก้อนถ้วย น้ำเสียจากการกองยาง น้ำเสียที่เกิดจากกระบวนการผลิตยาง และน้ำเสียจากการอุปโภคบริโภค เพื่อดูแลและจัดการน้ำเสียอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ ดังนี้

การบำบัดน้ำเสีย

บริษัทฯ จัดทำระบบรางระบายน้ำจากทุกบริเวณที่มีกิจกรรมก่อให้เกิดน้ำเสียภายในบริษัทฯ เช่น กระบวนการผลิต กระบวนการแช่น้ำวัตถุดิบ ลานกองยาง ลานสะเทิน และการใช้น้ำเพื่อสาธารณูปโภค ทำให้สามารถรวบรวมน้ำเสียจากทุกกิจกรรมเพื่อนำเข้าสู่ระบบบำบัดได้ ในปี 2568 บริษัทฯ มีน้ำเสียเข้าสู่ระบบบำบัดทั้งสองแห่งรวม 1,551,227 ลูกบาศก์เมตร โดยผ่านระบบบำบัดน้ำเสียเฟส 1 (โรงงานยางแท่ง 1 และโรงงานแผ่นปูพื้นคอกปศุสัตว์) และระบบบำบัดน้ำเสียเฟส 2 (โรงงานยางแท่ง 2) ที่มีอัตรารองรับน้ำเสียได้รวม 15,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งใช้ระบบบำบัดทั้งแบบเติมอากาศ (Aerobic) และแบบไร้อากาศ (Anaerobic) เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการบำบัดน้ำเสีย ซึ่งน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วจำนวน 1,551,227 ลูกบาศก์เมตร ทั้งหมด (ร้อยละ 100) ถูกส่งไปที่บ่อรับน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้ว เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ในกระบวนการผลิตและใช้รดน้ำพื้นที่สีเขียวและแปลงปลูกหญ้าเนเปียร์ โดยไม่มีการปล่อยออกสู่ลำรางสาธารณะตามหลักการ Zero water discharge

การควบคุมคุณภาพน้ำ

บริษัทฯ มีการตรวจติดตามเพื่อควบคุมคุณภาพน้ำทิ้งที่ผ่านการบำบัดแล้ว เพื่อให้มั่นใจว่าระบบบำบัดน้ำเสียยังมีประสิทธิภาพดีและน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วสามารถนำใช้ได้ต่อโดยไม่มีผลกระทบต่อประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพผลิตภัณฑ์ โดยน้ำที่ผ่านการบำบัดได้รับการตรวจสอบจากห้องวิเคราะห์ภายในบริษัทฯ เป็นประจำทุกวัน และจากหน่วยงานภายนอกที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเดือนละหนึ่งครั้ง

ในปี 2568 พบว่าน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วมีค่าเฉลี่ย Chemical Oxygen Demand (COD) เท่ากับ 124.75 มิลลิกรัมต่อลิตร และ Biochemical Oxygen Demand (BOD) เท่ากับ 21.66 มิลลิกรัมต่อลิตร สูงกว่าค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนดที่ ไม่เกิน 120 มิลลิกรัมต่อลิตร และ ไม่เกิน 20 มิลลิกรัมต่อลิตร ตามลำดับ ซึ่งบริษัทฯ ได้ดำเนินการวิเคราะห์หาสาเหตุ และเร่งปรับปรุงประสิทธิภาพระบบบำบัดน้ำเสีย อาทิ การควบคุมปริมาณน้ำเสียเข้าสู่ระบบ การปรับปรุงกระบวนการเติมอากาศ และเพิ่มความถี่ในการติดตามตรวจวัดคุณภาพน้ำมากขึ้น พร้อมทั้งจัดทำแผนปรับปรุงเชิงป้องกันเพื่อให้ค่าคุณภาพน้ำกลับเข้าสู่เกณฑ์มาตรฐานโดยเร็ว ทั้งนี้ น้ำที่ผ่านการบำบัดทั้งหมดถูกกักเก็บไว้ในบ่อรับน้ำหลังการบำบัดภายในพื้นที่ของบริษัทฯ เพื่อนำกลับมาใช้หมุนเวียนในกระบวนการผลิต โดยไม่มีการระบายออกสู่แหล่งน้ำสาธารณะแต่อย่างใด

การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียในการบริหารจัดการน้ำ

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียในการบริหารจัดการน้ำและน้ำเสีย โดยมุ่งลดการพึ่งพาแหล่งน้ำภายนอก ควบคุมคุณภาพน้ำและน้ำเสีย ป้องกันผลกระทบต่อพื้นที่โดยรอบ และสร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับแนวทางการใช้น้ำอย่างรับผิดชอบ

กลไกการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย การดำเนินงานของบริษัทฯ
การสื่อสารและเปิดเผยข้อมูล สื่อสารนโยบาย เป้าหมาย และแนวทางบริหารจัดการน้ำ เช่น การจัดให้มีแหล่งน้ำสำรองภายในพื้นที่ การนำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ใหม่ และการลดการพึ่งพาน้ำจากแหล่งภายนอก ผ่านการพบปะชุมชน รายงานความยั่งยืน และช่องทางสื่อสารของบริษัทฯ
การรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสีย รับฟังข้อคิดเห็นและข้อกังวลจากชุมชน คู่ค้า เกษตรกร และผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ โดยเฉพาะประเด็นที่อาจกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรม แหล่งน้ำ และคุณภาพชีวิตของชุมชน เช่น การรั่วซึมจากบ่อกักเก็บน้ำ การไหลบ่าของน้ำฝน และการรั่วไหลของน้ำชะยางจากรถขนส่งวัตถุดิบ เพื่อนำข้อมูลไปใช้ปรับปรุงมาตรการควบคุมและป้องกันผลกระทบ
การป้องกันผลกระทบเชิงรุก กำหนดมาตรการควบคุมความเสี่ยงจากกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับน้ำ เช่น การควบคุมคุณภาพน้ำ การดูแลระบบระบายน้ำและบ่อกักเก็บน้ำ การจัดการน้ำเสีย และการกำหนดให้รถขนส่งวัตถุดิบมีอุปกรณ์ป้องกันการรั่วไหลของน้ำยาง เพื่อลดความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนสู่พื้นที่โดยรอบ
การประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ตามความเหมาะสม เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำของบริษัทฯ สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ และสนับสนุนการใช้น้ำร่วมกันระหว่างภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม และชุมชนอย่างเหมาะสม
ช่องทางรับข้อร้องเรียนและการตอบสนอง จัดให้มีช่องทางรับข้อร้องเรียนจากชุมชนและผู้มีส่วนได้เสีย พร้อมกำหนดกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง ผู้รับผิดชอบ และการตอบสนองต่อข้อกังวลที่เกี่ยวข้องกับการใช้น้ำ น้ำเสีย และผลกระทบต่อพื้นที่โดยรอบอย่างเป็นระบบ
ความร่วมมือกับคู่ค้าวัตถุดิบ

นอกจากการจัดการน้ำเสียภายในกระบวนการของบริษัทฯ แล้ว บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการจัดการน้ำเสียที่ไม่ได้เกิดจากการกระทำของบริษัทฯ ที่อาจปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมและทำให้เกิดผลกระทบต่อสังคม เช่น ทำให้เกิดอุบัติเหตุทางถนนจากน้ำยางที่ไหลเปื้อนพื้นผิวถนนซึ่งมาจากรถขนยางของคู่ค้าเกษตรกร ดังนั้น บริษัทฯ จึงกำหนดเป็นนโยบายและข้อปฏิบัติเรื่องการซื้อขายยางก้อนถ้วย และสื่อสารทำความเข้าใจกับคู่ค้าเกษตรกรให้รับทราบทั่วกัน พร้อมทั้งติดตั้งป้ายผ้าใบประชาสัมพันธ์ขนาดใหญ่ ทั้งบริเวณลานรับซื้อและลานสะเทินน้ำอีกหนึ่งแห่ง โดยกำหนดให้ยานพาหนะที่ส่งยางทุกคันของคู่ค้าต้องมีการติดตั้งรางระบายและถังรองรับน้ำเสียจากยางเพื่อไม่ให้เกิดการรั่วไหลระหว่างการเดินทาง มิเช่นนั้นบริษัท ฯ จะไม่รับซื้อวัตถุดิบยางจากคู่ค้าที่ไม่ดำเนินการตามนโยบาย นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้จัดพื้นที่ลานสะเทินให้เป็นที่จอดรถส่งยาง พร้อมทั้งติดตั้งรางระบายน้ำสำหรับรวบรวมน้ำเสียจากรถขนยางเพื่อนำเข้าสู่ระบบบำบัดต่อไป จากการบังคับใช้อย่างจริงจัง ทำให้คู่ค้าของบริษัทฯ ร้อยละ 100 จากจำนวนคู่ค้าที่ขายยางก้อนถ้วยทั้งหมด ให้ความร่วมมือตามนโยบายและดำเนินการติดตั้งระบบรองรับน้ำเสียจากยางอย่างถูกต้องทั้งหมด

ความร่วมมือกับชุมชน

บริษัทฯ ร่วมมือกับชุมชนโดยรอบเพื่อช่วยกันตรวจสอบและติดตามจุดที่เสี่ยงต่อการรั่วไหลของน้ำเสียจากกระบวนการทำงานของบริษัท ฯ ปนเปื้อนในแหล่งน้ำหรือที่ดินของชุมชน โดยจัดให้มีช่องทางการร้องเรียน ผ่านช่องทางรับเรื่องร้องเรียนในกลุ่มไลน์ Open Chat ของบริษัทฯ เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการแก้ปัญหาให้กับชุมชน หากพบปัญหา คณะทำงานสิ่งแวดล้อมจะลงพื้นที่เพื่อวิเคราะห์ที่มา และสาเหตุว่าปัญหาที่พบเกิดจากบริษัทฯ หรือไม่ พร้อมกับเก็บตัวอย่างเพื่อนำมาตรวจสอบเบื้องต้น และแจ้งทางผู้นำชุมชนหรือตัวแทนของชุมชนถึงสาเหตุที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งหารือร่วมกันถึงการแก้ไข เยียวยาผลกระทบ และการป้องกันการเกิดขึ้นอีกในอนาคต เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับชุมชนโดยรอบ

ในปี 2568 บริษัทฯ ไม่พบกรณีการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำเสีย การระบายน้ำทิ้ง และการป้องกันการรั่วไหลจากการขนส่งน้ำยาง และ ไม่มีกรณีที่บริษัทฯ ถูกปรับ ถูกลงโทษ หรือได้รับมาตรการบังคับใช้จากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ บริษัทฯ ไม่ได้รับข้อร้องเรียนที่มีมูลจากชุมชนหรือผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับผลกระทบจากน้ำเสีย หรือการรั่วไหลของน้ำยางจากรถขนส่งที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อชุมชนโดยรอบ

เป้าหมายระยะยาว
ปี 2573
เป้าหมาย
ปี 2568
ผลการดำเนินงาน
ปี 2568
การนำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ใหม่ ภายในบริษัทฯ* ร้อยละ 100 ร้อยละ 100 ร้อยละ 100
ลดอัตราการใช้น้ำในกระบวนการผลิตต่อหน่วย ผลิต (Water Intensity) เทียบกับปีฐาน 2566 ลดลง ร้อยละ 20 ลดลง ร้อยละ 10 ลดลง ร้อยละ 14.76

*เฉพาะน้ำที่ใช้ในสถานประกอบการ จังหวัดบุรีรัมย์ เนื่องจากสำนักงานกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่เช่าและอยู่ภายใต้ระบบบริหารจัดการน้ำของอาคาร จึงไม่สามารถดำเนินการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ได้

พื้นที่ดำเนินงานและความเสี่ยงด้านทรัพยากรน้ำ

บริษัทฯ ประเมินบริบทด้านทรัพยากรน้ำในพื้นที่ดำเนินงานโดยใช้เครื่องมือ Aqueduct Water Risk Atlas ของ World Resources Institute หรือ WRI เพื่อพิจารณาระดับความเครียดน้ำและความเสี่ยงด้านน้ำในพื้นที่ตั้งของโรงงานผลิตจังหวัดบุรีรัมย์ ผลการประเมินพบว่า พื้นที่โรงงานผลิตของบริษัทฯ ที่อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ขนาด 200 ไร่ หรือ 32 เฮกตาร์ ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 100 ของพื้นที่การผลิตของบริษัทฯ ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความเครียดน้ำสูงมาก (Extremely High Water Stress Area)

การดำเนินธุรกิจในพื้นที่ที่มีความเครียดน้ำสูงมากอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความเพียงพอของน้ำสำหรับกระบวนการผลิต ต้นทุนการบริหารจัดการน้ำ ความต่อเนื่องของการดำเนินงาน ตลอดจนข้อกังวลของผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ที่ใช้ทรัพยากรน้ำร่วมกัน บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญกับการติดตามสถานการณ์น้ำ การประเมินผลกระทบจากการดึงน้ำและการใช้น้ำ และการกำหนดมาตรการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดผลกระทบต่อธุรกิจ ชุมชน ระบบนิเวศ และสิ่งแวดล้อม

ในปี 2568 บริษัทฯ มีปริมาณการดึงน้ำจากพื้นที่ที่มีความเครียดน้ำสูงมากจำนวน 1,551,227 ลูกบาศก์เมตร เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ซึ่งมีปริมาณ 1,340,958 ลูกบาศก์เมตร บริษัทฯ จึงยังคงติดตามปริมาณการดึงน้ำและการใช้น้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลไปใช้ประกอบการประเมินผลกระทบด้านน้ำ การวางแผนแหล่งน้ำสำรอง การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ และการกำหนดมาตรการลดการพึ่งพาน้ำใหม่ในระยะยาว

น้ำและน้ำทิ้ง ลบ.ม.
ปี 2565 ปี 2566 ปี 2567 ปี 2568
ปริมาณน้ำที่ดึงมาใช้ทั้งหมด 2,035,319 1,951,951 1,340,958 1,551,289.5
นโยบายที่เกี่ยวข้อง
นโยบายและแนวปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อม
นโยบายด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน
นโยบายการจัดการของเสียอุตสาหกรรม