การกำกับดูแลด้านการจัดการสภาพภูมิอากาศ

บริษัท ฯ ให้ความสำคัญอย่างมากกับการกำกับดูแลและบริหารจัดการความเสี่ยงหรือโอกาสที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ จึงได้กำหนด “นโยบายการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”

คณะทำงานการพัฒนาความยั่งยืนองค์กร ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารจากทุกส่วนงานในบริษัท ฯ มีบทบาทหน้าที่ในการประเมินความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กำหนดมาตรการป้องกันและลดความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงทางกายภาพ (physical risks) และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านของกฎหมายระเบียบข้อบังคับทั้งใน ประเทศและต่างประเทศที่ต้องปฏิบัติตาม (transition risks) รวมถึงการกำหนดเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติของสากล พร้อมติดตาม ผลการดำเนินงาน

บริษัท ฯ มีความมุ่งมั่นที่จะก้าวไปสู่การเป็นองค์กรที่เป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2573 จึงได้กำหนดเป้าหมายขององค์กรเชิงปริมาณอย่างชัดเจน ทั้งในระยะสั้น กลาง และยาว โดยเป้าหมายดังกล่าวเป็นเป้าหมายเชิงปริมาณแบบสัมบูรณ์ (Absolute targets) ดังนี้

แผนจัดการก๊าซเรือนกระจกขององค์กรปี 2567 - 2573

ภายใต้ความมุ่งมั่นสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2573 บริษัทฯ ได้กำหนดเป้าหมายระยะยาวในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากขอบเขต 1 และ 2 ลงร้อยละ 22.5 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขอบเขต 3 จากการได้มาของวัตถุดิบ ลงร้อยละ 25 เทียบกับปีฐาน 2564 ภายในปี 2573 โดยมีการจัดทำแผนจัดการและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงแนวทางดูดกลับก๊าซเรือนกระจกขององค์กร ปี 2567 - 2573 ดังนี้

กลยุทธ์เพื่อลดการปล่อยและเพิ่มการดูดกลับก๊าซเรือนกระจก

บริษัทฯ ได้บูรณาการแผนการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Transition Plan) เข้ากับกลยุทธ์องค์กรและแผนธุรกิจระยะยาว โดยกำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากขอบเขต 1 และ 2 ลงร้อยละ 22.5 ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2564 ซึ่งมีการปล่อยรวม 28,850 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า คิดเป็นปริมาณที่ต้องลดรวม 5,816.25 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยบริษัทฯ ได้กำหนดมาตรการด้านพลังงานหมุนเวียนและการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานเป็นแนวทางหลักในการดำเนินงาน

ณ สิ้นปี 2568 บริษัทฯ มีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ติดตั้งรวม 5.987 เมกะวัตต์พีก (MWp) ซึ่งสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 3,823.43 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี คิดเป็นร้อยละ 65.74 ของปริมาณที่ต้องลดทั้งหมด โดยการคำนวณอ้างอิงค่า Emission Factor แบบ Location-based สำหรับระบบไฟฟ้าในประเทศไทย

บริษัทฯ มีแผนขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เป็น 8 เมกะวัตต์พีก (MWp) ภายในปี 2569 ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มศักยภาพการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 5,108.98 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี หรือคิดเป็นร้อยละ 87.84 ของเป้าหมายการลดทั้งหมด ส่วนที่เหลือจะดำเนินการผ่านมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตและการใช้พลังงานชีวมวลทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล การดำเนินมาตรการดังกล่าวไม่เพียงสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามแผนการเปลี่ยนผ่าน แต่ยังช่วยลดต้นทุนพลังงานในระยะยาวและเพิ่มเสถียรภาพด้านต้นทุนการผลิต

สถานะการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้
(ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี)
สัดส่วนการสนับสนุน
ต่อเป้าหมายการลดทั้งหมด
ติดตั้งแล้ว 5.987 เมกะวัตต์พีก (MWp) ประมาณ 3,823.43 ประมาณร้อยละ 65.74
เมื่อขยายครบ 8 เมกะวัตต์พีก (MWp) ประมาณ 5,108.98 ประมาณร้อยละ 87.84

หมายเหตุ:
1. การคำนวณปริมาณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้ไฟฟ้าอ้างอิงค่า Emission Factor ของระบบสายส่งไฟฟ้าในประเทศไทย (Location-based) เท่ากับ 0.4999 kgCO₂eq/kWh ตามประกาศองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจกในปีฐาน (ปี 2564) เพื่อใช้เทียบสัดส่วนเทียบกลับปีเป้าหมาย
2. คำนวณปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากระบบโซลาร์เซลล์ โดยอ้างอิงค่าเฉลี่ยความเข้มแสงและการผลิตไฟฟ้าจริง (Specific Yield) ที่ 3.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง ต่อ กิโลวัตต์พีก ต่อวัน (หรือเท่ากับ 1,277.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง ต่อ กิโลวัตต์พีก ต่อปี)

นอกจากนี้ บริษัทฯ กำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่น ๆ (ขอบเขต 3) จากการได้มาของวัตถุดิบ (Category 1: Purchased Goods and Services) ซึ่งเป็นสัดส่วนหลักของการปล่อยในขอบเขต 3 ของบริษัทฯ ลงร้อยละ 25 ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2564 ซึ่งมีการปล่อยรวม 92,985 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า คิดเป็นปริมาณที่ต้องลดรวม 23,246 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าโดยใช้การคำนวณตามแนวทาง GHG Protocol Corporate Value Chain (scope 3) Standard โดยในปัจจุบันบริษัทฯ อยู่ระหว่างการพัฒนากรอบการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทาน และจัดทำฐานข้อมูลการปล่อยจากคู่ค้าวัตถุดิบหลัก เพื่อกำหนดมาตรการที่เหมาะสมต่อไป ในปี 2569 บริษัทฯ มีแผนในการเริ่มดำเนินโครงการมีส่วนร่วมกับคู่ค้า (Supplier Engagement Program) เพื่อส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูลคาร์บอนและกำหนดแนวทางลดการปล่อยร่วมกัน ทั้งนี้ บริษัทฯ จะทบทวนและเปิดเผยความคืบหน้าของแผนการดำเนินงานเป็นประจำทุกปี

ผลการดำเนินงานตามกลยุทธ์ในปี 2568

ในปี 2568 บริษัทฯ มีการลงทุนและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานตามแผนการเปลี่ยนผ่านเพื่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยครอบคลุมการลงทุนและค่าใช้จ่ายด้านการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การเปลี่ยนแปลงเชื้อเพลิงในกระบวนการอบยาง การปรับปรุงเครื่องจักร และระบบบริหารจัดการพลังงานและข้อมูลก๊าซเรือนกระจก เป็นเงินทั้งหมด 75.78 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.27 ของค่าใช้จ่ายรวมของบริษัทฯ และมีผลการดำเนินงานดังนี้

1. เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนและพลังงานชีวมวล
2. เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้าในกระบวนการผลิต
3. ส่งเสริมความร่วมมือในห่วงโซ่อุปทาน
  • การดำเนินงานของคู่ค้า

บริษัทฯ มีแผนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 3 ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการดำเนินงานของคู่ค้า ทั้งคู่ค้าวัตถุดิบและการขนส่ง จึงให้ความสำคัญกับการคัดเลือกและพัฒนาศักยภาพคู่ค้าให้สามารถปรับตัวและดำเนินธุรกิจในแนวทางที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก บริษัทฯ ส่งเสริมให้คู่ค้าเข้าร่วมโครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (Low Emission Support Scheme: LESS) ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) พร้อมทั้งช่วยให้คำปรึกษาในการจัดทำข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเภทกิจกรรมที่คู่ค้าสามารถเข้าร่วมโครงการ LESS ได้ เช่น การลดการใช้พลังงาน การจัดการขยะ การลดการใช้ปุ๋ยเคมีในการเกษตร การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการปลูกต้นไม้

ในปี 2568 มีคู่ค้าเข้าร่วมโครงการ LESS จำนวน 27 ราย ในจำนวนนี้ มีคู่ค้าจำนวน 8 รายที่ผ่านการรับรองผลการประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้และได้รับใบประกาศเกียรติคุณ (Letter of Recognition: LOR) ผลการดำเนินกิจกรรมของคู่ค้าที่ได้รับการรับรองสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 15.22 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ทั้งนี้ บริษัทฯ สนับสนุนคู่ค้าวัตถุดิบให้พัฒนาการจัดเก็บข้อมูลด้านก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง และเตรียมความพร้อมสำหรับการขอรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product: CFP) ในอนาคต เพื่อให้สามารถนำข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือจากคู่ค้า มาใช้ประกอบการคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่น ๆ (ขอบเขต 3) ของบริษัทฯ ได้ต่อไป

  • การขนส่งและโลจิสติกส์

บริษัทฯ สนับสนุนการขนส่งสินค้าหรือวัตถุดิบยางโดยใช้ระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การขนส่งทางรางหรือทางน้ำ ซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าการขนส่งทางอากาศ หรือการใช้รถไฟฟ้าในการขนส่ง หรือการรวมเที่ยวการขนส่งโดยใช้รถบรรทุกในการขนส่งวัตถุดิบยางแทนการใช้รถกระบะในการขนส่ง เพื่อลดรอบของการขนส่งและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดส่ง ในปี 2568 บริษัทฯ ได้ดำเนินการปรับเปลี่ยนการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์บรรทุกยางพาราเพื่อการส่งออก ซึ่งมีระยะทางจากโรงงานไปยังท่าเรือแหลมฉบังจังหวัดชลบุรี ประมาณ 377 กิโลเมตร จากการใช้รถหัวลากตู้คอนเทนเนอร์ที่ใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งสามารถขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ได้ 1 ตู้ต่อครั้ง เป็นการขนส่งด้วยรถไฟ 1 เที่ยว ซึ่งสามารถขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ได้พร้อมกัน 60 ตู้ ตลอดปี 2568 บริษัทฯ ได้ขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ด้วยรถไฟจำนวนรวม 6,684 ตู้ สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการขนส่งรวมทั้งหมดประมาณ 21,679.29 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

4. การบริหารทรัพยากรและจัดการของเสีย
  • ลดการเกิดของเสียในกระบวนการผลิตที่ต้องนำไปจัดการด้วยวิธีการเผาทำลายหรือฝังกลบ จำนวน 2,485.20 ตัน
  • เพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบที่มีส่วนผสมของวัสดุรีไซเคิล (recycled material) และปรับเปลี่ยนการใช้วัตถุดิบยางที่มีค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำในกระบวนการผลิตยาง คิดเป็น ร้อยละ 1.89 ของวัตถุดิบทั้งหมด
  • ลดการใช้ไฟฟ้าในกระบวนการบำบัดน้ำเสียลง 83,218.66 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ในปี 2568 จากการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและลดการเกิดน้ำเสียจากกระบวนการผลิตก่อนเข้าสู่ระบบบำบัดน้ำเสีย
  • คัดแยกขยะรีไซเคิลเพื่อลดการนำขยะไปกำจัดด้วยวิธีฝังกลบ จำนวน 2,495.45 ตัน
5. มาตรการส่งเสริมพื้นที่สีเขียวเพื่อเพิ่มการดูดซับและกักเก็บคาร์บอน

บริษัท ฯ สนับสนุนการปลูกต้นไม้เพื่อช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเสริมสร้างความสมดุลของระบบนิเวศ ในปี 2568 บริษัทฯ ได้ร่วมกับผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานเกษตรอำเภอประโคนชัย สำนักงานสาธารณสุขอำเภอประโคนชัย เทศบาลตำบลโคกม้า นายอำเภอประโคนชัย ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ รวมจำนวนทั้งสิ้น 48 คน เข้าร่วมกิจกรรมปลูกต้นไม้ภายใต้โครงการขับเคลื่อนวาระตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ณ ตำบลโคกม้า อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้จัดตั้งคณะทำงานด้านการจัดการคาร์บอน เพื่อทำหน้าที่กำหนดแนวทางและกลไกในการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกขององค์กร ครอบคลุมทั้งการลดการปล่อยและการดูดกลับก๊าซเรือนกระจก โดยมุ่งเน้นการใช้พื้นที่สีเขียวเป็นเครื่องมือสำคัญในการดูดซับคาร์บอน คณะทำงานดังกล่าวอยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่ปลูกยางพาราในหลายมิติ อาทิ ลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ ศักยภาพในการดูดซับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ความสอดคล้องกับหลักเกณฑ์และระเบียบวิธีด้านคาร์บอนเครดิต ตลอดจนผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ทั้งนี้ การดำเนินงานดังกล่าวมุ่งเน้นการสนับสนุนและสร้างความร่วมมือกับเกษตรกรในพื้นที่ ผ่านการส่งเสริมองค์ความรู้ การมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการพื้นที่ และการพัฒนาแนวทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อันจะนำไปสู่การสร้างคุณค่าร่วมกันต่อไป

ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 บริษัทฯ ได้รับการรับรองและขึ้นทะเบียนคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) สำหรับรอบระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2567 ซึ่งข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขต 1 ของปี 2567 ที่ได้รับการรับรองได้รับการปรับปรุงจากเดิม 8,569 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าเป็น 7,959 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ลดลง 610 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือคิดเป็นร้อยละ 7.12 ทั้งนี้ การปรับปรุงข้อมูลดังกล่าวเป็นผลจากการตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของข้อมูลตามกระบวนการทวนสอบและรับรอง มิใช่การเปลี่ยนแปลงผลการดำเนินงานจริงของบริษัทฯ ในปี 2567

บริษัท ฯ ได้จัดทำรายงานการปล่อยและการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกขององค์กรสำหรับรอบข้อมูลระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2568 โดยได้รับการทวนสอบข้อมูลจาก บริษัท อีซีอีอี จำกัด ซึ่งเป็นผู้ทวนสอบที่ได้รับการขึ้นทะเบียน และได้รับการรับรองและขึ้นทะเบียนคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) แล้ว เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569

จากการดำเนินงานทั้งหมด บริษัทฯ มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมทั้งสิ้น 97,562 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ในปี 2568 เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 11.51 เนื่องมาจากบริษัทฯ เพิ่มกำลังการผลิตกลับสู่สภาพปกติ หลังจากลดกำลังการผลิตเพื่อปรับปรุงกระบวนการและเครื่องจักรผลิตในปี 2567 ประกอบกับเหตุเพลิงไหม้อาคารคลังสินค้าที่ส่งผลให้ระบบผลิตไฟฟ้าทดแทนจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนอาคารดังกล่าวได้รับความเสียหาย ส่งผลให้บริษัทฯ ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในส่วนดังกล่าวได้ตามปกติ และมีการใช้ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานที่ไม่หมุนเวียนเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับปีฐาน 2564 ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวมยังคงลดลงร้อยละ 17.90 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีประสิทธิภาพ

บริษัทฯ มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (ขอบเขต 1) จำนวน 8,856 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ซื้อมา (ขอบเขต 2) จำนวน 17,529 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า รวมเป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งทางตรงและทางอ้อม (ขอบเขต 1 และ 2) ทั้งสิ้น 26,385 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 33.35 เป็นผลจากการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งภายนอกที่เพิ่มขึ้นจากเหตุการณ์ตามข้างต้น อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับปีฐาน 2564 บริษัทฯ มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงและทางอ้อม (ขอบเขต 1 และ 2) เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 2.07 แม้จะเผชิญกับเหตุการณ์ไม่ปกติและการเพิ่มกำลังการผลิตกลับสู่ระดับปกติในปี 2568

เมื่อพิจารณาอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงและทางอ้อมต่อตันผลิตภัณฑ์ที่ผลิต (Combined GHG Scope 1 & 2 Intensity) ในปี 2568 พบว่ามีค่าเท่ากับ 0.061 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อตันผลิต เพิ่มขึ้น ร้อยละ 12.96 เมื่อเทียบกับปี 2567 ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นผลมาจากเหตุเพลิงไหม้ ทำให้การใช้พลังงานจากแหล่งที่ไม่หมุนเวียนเพิ่มขึ้นในช่วงปีดังกล่าว แต่เมื่อเทียบกับปีฐาน 2564 พบว่าอัตราการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงและทางอ้อมต่อหน่วยผลิต (Combined GHG scope 1&2 Intensity) ยังคงลดลงร้อยละ 7.74 แสดงให้เห็นถึงผลจากการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานและการปรับปรุงกระบวนการผลิตของบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง

จากการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป้าหมายและผลการดำเนินงานที่สำคัญแสดงดังตาราง
เป้าหมายระยะยาว
การเป็นองค์กรที่เป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี 2573
ได้รับการรับรองเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ (Science Based Targets Initiative: SBTi) ภายในปี 2573
นโยบายที่เกี่ยวข้อง
นโยบายและแนวปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อม
นโยบายด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน
นโยบายการจัดการของเสียอุตสาหกรรม