แนวทางการบริหารจัดการ
บริษัทฯ มีจุดมุ่งหมายในการดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมยางที่สามารถสร้างคุณค่าให้กับทุกชุมชนที่บริษัทฯ มีสถานประกอบการตั้งอยู่ ทั้งคุณค่าทางเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตที่ดีของคนในสังคม และสิ่งแวดล้อมที่ดีของชุมชน จึงได้กำหนดเป็นกลยุทธ์ D4: “สังคมดี” เพื่อส่งเสริมการพัฒนาและการมีส่วนร่วมของทุกคนในสถานที่ทำงานและในชุมชนท้องถิ่น เพื่อความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคน
บริษัทฯ ตระหนักดีว่าความรับผิดชอบต่อชุมชนและสังคมมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการดำเนินธุรกิจ จึงได้กำหนด “นโยบายและแนวปฏิบัติด้านสังคม” เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานทุกด้านจะปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องและแนวทางการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างเคร่งครัด เพื่อให้มีการป้องกันและควบคุมผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินงานของบริษัทฯ อันจะก่อให้เกิดความเสี่ยงหรือส่งผลเสียหายต่อสังคม สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และ สุขอนามัย รวมถึงการจัดทำข้อมูลอย่างถูกต้อง และจัดให้มีช่องทางเผยแพร่ข้อมูลสู่สาธารณชนให้ผู้มีส่วนได้เสียสามารถเข้าถึงข้อมูลโดยสะดวก นอกจากนี้ บริษัทฯ เปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการให้ข้อคิดเห็นสำหรับโครงการต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชน รวมทั้งการเสนอความคิดเห็นหรือข้อร้องเรียนต่างๆ ที่เป็นผลมาจากดำเนินงานของบริษัทฯ รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันและการมีส่วนร่วมสนับสนุนการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นในด้านต่างๆ

เพื่อให้เกิดการดำเนินงานตามนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล บริษัทฯ จึงได้แต่งตั้งคณะทำงานด้านการมีส่วนร่วมกับชุมชน รายงานตรงต่อคณะทำงานการพัฒนาความยั่งยืนองค์กร โดยมี นายณัฐพนธ์ อินทร์ประโคน ผู้ช่วยรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานบริหารจัดซื้อและคลังสินค้า เป็นประธาน คณะทำงานประกอบด้วยตัวแทนหน่วยงานของบริษัทฯ จากฝ่ายวิศวกรรม ฝ่ายผลิต ฝ่ายห้องปฏิบัติการ ฝ่ายยานยนต์ ฝ่ายการตลาด ฝ่ายพืชพลังงาน ฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์ และฝ่ายคลังสินค้า จำนวน 10 คน มีบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบในการศึกษาวิเคราะห์ชุมชนในพื้นที่รัศมี 10 กิโลเมตรจากสถานประกอบการของบริษัทฯ ดำเนินการเชื่อมโยงและสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน รวมถึงวิเคราะห์ผลกระทบและประเด็นที่ชุมชนคาดหวัง เพื่อนำไปวางแผนและจัดทำโครงการที่สนับสนุนการมีส่วนร่วมและการพัฒนาชุมชน พร้อมทั้งติดตามและแก้ไขประเด็นปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับชุมชน นอกจากนี้ คณะทำงานด้านการมีส่วนร่วมกับชุมชนจะรณรงค์ ส่งเสริม รวมถึงสร้างจิตสำนึกให้พนักงานเข้ามามีส่วนร่วมด้านความรับผิดชอบต่อสังคมในกิจกรรมต่างๆ ด้วย และรายงานผลการดำเนินงานด้านการมีส่วนร่วมกับชุมชนต่อผู้บริหารระดับสูงและคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและพัฒนาอย่างยั่งยืนตามลำดับ เพื่อรับทราบและพิจารณาให้คำแนะนำในการดำเนินงานต่อไป
กระบวนการจัดการผลกระทบและสร้างคุณค่าต่อชุมชน
บริษัทฯ กำหนดแนวทางปฏิบัติในการดูแลและพัฒนาชุมชนที่ช่วยให้บริษัท ฯ สามารถจัดการผลกระทบเชิงลบได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างคุณค่าเชิงบวกให้กับชุมชนได้อย่างเหมาะสม ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนและการยอมรับจากผู้มีส่วนได้เสีย โดยมีกระบวนการตามขั้นตอนดังนี้
ติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน
บริษัท ฯ ให้ความสำคัญกับการติดตามและประเมินผลโครงการต่าง ๆ ที่จัดขึ้น เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาใช้ในการพัฒนาและปรับปรุงโครงการให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง โดยมอบหมายให้ฝ่ายพัฒนาความยั่งยืนและคณะทำงานด้านการมีส่วนร่วมกับชุมชนเป็นผู้ดำเนินการสำรวจความพึงพอใจของชุมชนผ่านการสัมภาษณ์และแบบสอบถาม บริษัทฯ ดำเนินการสำรวจผลความพึงพอใจหลังจากจัดทำโครงการแล้วเสร็จ เพื่อประเมินประสิทธิภาพและสำรวจประเด็นที่ควรปรับปรุง รวมถึงพิจารณาว่าโครงการใดที่ได้รับการตอบรับอย่างดีหรือสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมได้มาก เห็นควรดำเนินการต่อเนื่องในอนาคต การสำรวจดังกล่าวจัดทำโดยคณะทำงานด้านการมีส่วนร่วมกับชุมชน ผ่านวิธีการที่หลากหลาย เช่น การสัมภาษณ์ และการใช้แบบสอบถามออนไลน์ที่เข้าถึงได้ง่ายผ่านการสแกน QR Code โดยแบบสอบถามเป็นการประเมินแบบ Rating Scale 5 ระดับ และมีคำถามปลายเปิดเพื่อให้ผู้ตอบสามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมได้
จากผลการสำรวจพบว่า ผู้เข้าร่วมกิจกรรมของบริษัทฯ มีคะแนนความพึงพอใจต่อโครงการต่างๆ เฉลี่ยถึง 96.11% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายคะแนนความพึงพอใจต่อโครงการของชุมชนที่มากกว่าหรือเท่ากับ 90% พร้อมทั้งแสดงความต้องการให้บริษัทฯ ดำเนินโครงการต่อไปอย่างต่อเนื่องเพื่อติดตามความเปลี่ยนแปลงในชุมชน โดยเฉพาะในด้านการดูแลสุขภาพสำหรับกลุ่มเปราะบางในชุมชน
นอกจากนี้ เกษตรกรคู่ค้าวัตถุดิบได้แนะนำให้บริษัทฯ เพิ่มการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจในท้องถิ่นโดยสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงที่ปลูกพืชผลประเภทอื่นๆ นอกจากยางพาราให้มีรายได้เพิ่มขึ้น บริษัทฯ จึงได้จัดทำแผนพัฒนา “โครงการส่งเสริมเกษตรกรรายย่อยรอบสถานประกอบการ” ซึ่งส่วนใหญ่ทำการเพาะปลูกข้าวและพืชผักเป็นอาชีพหลัก โดยมุ่งเน้นไปที่การสนับสนุนเทคโนโลยีการเพิ่มผลผลิต และการสนับสนุนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำการเกษตร ลดต้นทุนด้านแรงงาน และบริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมุ่งหวังให้เกษตรกรทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรือไกลจากสถานประกอบการ สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
การลงทุนและค่าใช้จ่ายเพื่อพัฒนาชุมชนและสังคม
ในปี 2568 บริษัทฯ ได้ดำเนินโครงการด้านการพัฒนาและการมีส่วนร่วมกับชุมชนรวมทั้งสิ้น จำนวน 7 โครงการหลัก และ 5 กิจกรรม ภายในเขตชุมชนเป้าหมายในรัศมี 10 กิโลเมตร (ประกอบด้วย 8 ตำบล 43 หมู่บ้าน 24 โรงเรียน 37 วัด) ซึ่งมีจำนวนประชากรรวมทั้งสิ้น 60,042 คน โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมจากภายในชุมชนทั้งหมด 28,212 คน คิดเป็นร้อยละ 100 ของจำนวนชุมชนกลุ่มเป้าหมาย
| รายละเอียด | ชุมชน (ตำบล) | ประชากร (คน) | ประชากรกลุ่ม เปราะบาง (คน) |
|---|---|---|---|
| จำนวนชุมชนและประชากรกลุ่มเป้าหมาย | 8 | 60,042 | 547 |
| จำนวนชุมชนและประชากรที่เข้าร่วมโครงการ/กิจกรรม | 8 | 28,212 | 476 |
| สัดส่วนของชุมชนและประชากรที่เข้าร่วมโครงการ/กิจกรรมในกลุ่มเป้าหมาย (ร้อยละ) | ร้อยละ 100 | ร้อยละ 46.99 | ร้อยละ 87.02 |
ทั้งนี้บริษัทฯ ใช้งบประมาณในการดำเนินโครงการและกิจกรรมด้านการพัฒนาชุมชนและการลงทุนเพื่อสังคมตลอดปี 2568 ทั้งสิ้นรวม 2.7 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนมูลค่าการลงทุนเพื่อสังคมตามกรอบแนวทางการดำเนินงานของบริษัท ฯ ดังนี้
- ด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชน ร้อยละ 42
- ด้านการศึกษาและการเรียนรู้ของเยาวชน ร้อยละ 9
- ด้านเกษตรกรรมยั่งยืนและเศรษฐกิจชุมชน ร้อยละ 2
- ด้านการรักษาวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น ร้อยละ 47

| จำนวนพนักงาน NER จิตอาสาที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมกับชุมชน (คน) | 189 |
| จำนวนชั่วโมงทั้งหมดที่พนักงาน NER จิตอาสาเข้าร่วม (ชั่วโมง) | 1,080 |
บริษัทฯ มีเป้าหมายในการส่งเสริมให้พนักงานมีบทบาทและมีส่วนร่วมในกิจกรรมร่วมกับชุมชนเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 ของจำนวนพนักงานที่เข้าร่วม ภายในปี 2569 เพื่อเสริมสร้างความผูกพันระหว่างพนักงาน องค์กร และชุมชนโดยรอบ ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้จัดให้มีกลไกในการสนับสนุนการมีส่วนร่วมของพนักงานในกิจกรรมจิตอาสา โดยดำเนินการประชาสัมพันธ์กิจกรรมอย่างสม่ำเสมอผ่านช่องทางการสื่อสารภายในองค์กร รวมถึงจัดให้มีระบบคะแนนสะสม (NER Point) และสนับสนุนให้พนักงานสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ในเวลาทำการ เพื่อเป็นแรงจูงใจและยกย่องพนักงานที่เข้าร่วมกิจกรรม
การจัดการข้อร้องเรียนจากชุมชน
บริษัทฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการจัดการผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมที่กระทำโดยบริษัทฯ เอง หรือกิจกรรมของคู่ค้าผู้รับเหมาของบริษัทฯ จึงได้กำหนดช่องทางรับข้อร้องเรียนและกระบวนการจัดการข้อร้องเรียนตามระเบียบปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อม (QP-ENV-001) เพื่อให้ชุมชนและผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มอื่นสามารถแสดงความคิดเห็น รวมถึงร้องเรียนปัญหาต่าง ๆ ได้โดยตรง บริษัทฯ ได้กำหนดขั้นตอนการดำเนินการจัดการข้อร้องเรียนที่ชัดเจน โดยครอบคลุมตั้งแต่การรับเรื่องร้องเรียน การพิจารณาเพื่อดำเนินการแก้ไข การดำเนินการประชุมและสรุปแนวทางการแก้ปัญหา ไปจนถึงการแจ้งกลับไปยังบุคคลหรือหน่วยงานที่ร้องเรียน และการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับชุมชนและผู้มีส่วนได้เสียว่า บริษัทฯ มีความตั้งใจจริงในการรับฟังและตอบสนองต่อข้อกังวลหรือปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างโปร่งใสและรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังช่วยให้บริษัทฯ สามารถระบุและจัดการปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบเชิงลบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันอีกทางหนึ่ง
ในปี 2568 บริษัท ฯ ไม่ได้รับข้อร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบจากการดำเนินงานที่มีต่อสิ่งแวดล้อมหรือสุขภาวะและความเป็นอยู่ของชุมชนท้องถิ่นแต่อย่างใด โดยบริษัทฯ ได้มีการตรวจสอบกับหน่วยงานราชการท้องถิ่นเพื่อให้มั่นใจว่าชุมชนในพื้นที่ไม่ได้รับผลกระทบเชิงลบจากการดำเนินงานของบริษัทฯ และยังคงเตรียมพร้อมในการป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนในทุกด้านต่อไป สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบและมุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนอย่างแท้จริง
ความผูกพันของชุมชน
ในปี 2568 บริษัท ฯ ได้จัดการสำรวจความผูกพันของชุมชนที่มีต่อบริษัท ฯ เพื่อประเมินความพึงพอใจและทัศนคติของคนในท้องถิ่นที่มีต่อการดำเนินงานของบริษัท ฯ โดยจะนำผลการสำรวจที่ได้มาใช้ในการพิจารณาจุดแข็งและจุดอ่อนในการสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน ตลอดจนการปรับกลยุทธ์ให้สามารถตอบสนองความต้องการและความคาดหวังของคนในชุมชนให้ดียิ่งขึ้น บริษัท ฯ จึงกำหนดให้คณะทำงานการมีส่วนร่วมกับชุมชนลงพื้นที่สำรวจเพื่อเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามและการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นประชาชนที่อาศัยอยู่ภายในรัศมี 5 กิโลเมตร ประกอบไปด้วย จำนวน 3 ตำบล 4 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านชัยพัฒนา และบ้านบาตร ตำบลตะโกตะพิ บ้านกระสัง ตำบลประทัดบุ และบ้านโคกเพชร ตำบลโคกม้า ซึ่งกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบประเมินในครั้งนี้เป็นตัวแทนจากแต่ละหลังคาเรือน หลังละ 1 คน รวมทั้งสิ้น 400 คน
โดยผลการสำรวจพบว่าคนในชุมชนให้ความสำคัญในระดับมากที่สุดต่อโครงการและกิจกรรมชุมชนสัมพันธ์ที่บริษัท ฯ จัดขึ้น รวมถึงแสดงการยอมรับว่าบริษัท ฯ เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน และมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่น โดยผลคะแนนความผูกพันที่ชุมชนมีต่อบริษัท ฯ นั้น มีคะแนนอยู่ที่ 74.60% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 90% โดยพบว่าประชาชนยังไม่พึงพอใจกับการดูแลสิ่งแวดล้อม การจัดการปัญหาด้านกลิ่น ทำให้ได้รับคะแนนน้อยกว่าหัวข้ออื่นๆ บริษัทฯ จะนำผลการประเมินดังกล่าวไปใช้ปรับปรุงการสื่อสารและเปิดเผยข้อเท็จจริงในการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมกับชุมชนอย่างทั่วถึงมากขึ้น โดยแสดงให้เห็นว่าบริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นในการปรับปรุงการจัดการกลิ่นจากกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเพิ่มการจัดกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกับชุมชนเพื่อตอบสนองต่อความคาดหวังของชุมชนและส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่ดีต่อไป

"ในช่วงแรกๆ บริษัทมีปัญหากลิ่นเหม็นจากยางค่อนข้างมาก ชาวบ้านส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบ แต่บริษัทฯ มีความตั้งใจจริงในการแก้ไข โดยเริ่มปรับปรุงระบบกรองกลิ่น และบำบัดน้ำเสียให้ดีขึ้น รับฟังข้อเสนอแนะของชาวบ้านและเปิดโอกาสให้คนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ ทำให้ตอนนี้กลิ่นเบาลงมาก หากบริษัทฯ ทำได้แบบนี้อย่างต่อเนื่อง ชุมชนของเราก็สามารถอยู่ร่วมกันได้สบายใจ และดีขึ้นเรื่อย ๆ แน่นอนครับ”
นายมารุต โอรัสรัมย์
นักวิชาการสิ่งแวดล้อมปฏิบัติการ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดบุรีรัมย์
จากกการดำเนินงานเพื่อสร้างคุณค่าสู่ชุมชนและสังคมเป้าหมายและสรุปผลการดำเนินงานที่สำคัญแสดงดังตาราง
| เป้าหมายระยะยาว ปี 2573 |
เป้าหมาย ปี 2568 |
ผลการดำเนินงาน ปี 2568 |
|
|---|---|---|---|
| คะแนนความผูกพันของชุมชน | ไม่น้อยกว่า 95% | ไม่น้อยกว่า 90% | 74.60% |
| คะแนนความพึงพอใจต่อกิจกรรมชุมชนสัมพันธ์ | ไม่น้อยกว่า 100% | ไม่น้อยกว่า 90% | 96.11% |
| ข้อร้องเรียนที่มีนัยสำคัญจากชุมชนและหน่วยงานราชการท้องถิ่น | 0 | 0 | 0 |