แนวทางการบริหารจัดการ
บริษัทฯ กำหนด “นโยบายการบริหารและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์” เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติในการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลและการส่งเสริมศักยภาพบุคลากร ให้สนับสนุนการดำเนินธุรกิจเพื่อบรรลุเป้าหมายขององค์กรตามวิสัยทัศน์และพันธกิจที่กำหนดไว้ โดยแนวทางปฏิบัติของบริษัท ฯ เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ และมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้องกับแรงงาน รวมถึงหลักสิทธิมนุษยชน ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการสรรหา การจ้างงาน การดูแลบุคลากร การพัฒนาบุคลากร จนถึงสิ้นสุดการจ้างงาน
ผลการดำเนินงานปี 2568
การสรรหาและการจ้างงาน
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับกระบวนการสรรหาและคัดเลือกบุคลากรที่มีความโปร่งใส ยุติธรรม และเป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนและการจ้างงานอย่างเท่าเทียม ปราศจากการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุผลทางอายุ เชื้อชาติ สัญชาติ ชนชั้นวรรณะ ศาสนา ความพิการ เพศ เพศวิถี หรือการมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยพิจารณาจากความรู้ ความสามารถ และความเหมาะสมกับตำแหน่งงานเป็นหลัก โดยดำเนินการสรรหาเชิงรุกผ่านช่องทางที่หลากหลายเพื่อเข้าถึงผู้สมัครที่มีความรู้ความสามารถ ตลอดจนมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของพนักงานในสายงานที่สำคัญและเป็นที่ต้องการ ในปี 2568 บริษัทฯ มีการจ้างพนักงานใหม่ จำนวน 424 คน
การจ้างงานในท้องถิ่น
บริษัทฯ กำหนดนโยบายในการสรรหาและการจ้างงานที่มุ่งเน้นการให้โอกาสทางอาชีพกับคนไทยโดยเฉพาะคนในจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อช่วยพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนให้ดีขึ้นจากการทำงานที่มีรายได้มั่นคง ซึ่งจะทำให้คนในท้องถิ่นสามารถทำงานใกล้บ้านและไม่ต้องย้ายถิ่นฐานเพื่อไปหางานทำในภูมิภาคอื่น บริษัทฯ ได้สรรหาบุคลากรที่เหมาะสมผ่านช่องทางที่หลากหลาย ทั้งทางเว็บไซต์และเครือข่ายสังคมออนไลน์ การเข้าร่วมจัดแสดงและประชาสัมพันธ์ในงาน JOB FAIR 2025 กับสำนักงานจัดหางาน จังหวัดบุรีรัมย์ รวมถึงการสรรหาพนักงานเชิงรุกด้วยการลงพื้นที่ชุมชนในพื้นที่รอบโรงงาน เพื่อประชาสัมพันธ์ผ่านผู้นำชุมชน ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน องค์การบริหารส่วนตำบลเทศบาลจังหวัดบุรีรัมย์ และโครงการเพื่อนแนะนำเพื่อน

ในปี 2568 บริษัทฯ มีพนักงาน 962 คน เป็นคนไทยทั้งหมดร้อยละ 100 โดยเป็นคนที่มีภูมิลำเนาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจำนวนถึง 925 คน หรือร้อยละ 96.15 จากจำนวนพนักงานทั้งหมด พนักงานส่วนใหญ่เป็นคนจากในชุมชนใกล้เคียง ได้แก่ พนักงานที่ภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 833 คน คิดเป็นร้อยละ 86.59 และอยู่ในอำเภอประโคนชัย ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทฯ ถึง 580 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 60.29 ของพนักงานทั้งหมด
ในจำนวนนี้เป็นผู้พิการภายในจังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 1.14 ของพนักงานทั้งหมด ซึ่งมีอัตราส่วนที่สูงกว่ากฎหมายกำหนดไว้
การจ้างงานผู้พิการ
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความหลากหลาย ความเสมอภาค และการไม่เลือกปฏิบัติในการจ้างงาน โดยเชื่อว่าพนักงานทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างคุณค่าให้แก่องค์กรได้ตามศักยภาพ ความสามารถ และความเหมาะสมของตำแหน่งงาน บริษัทฯ จึงเปิดโอกาสให้คนพิการในท้องถิ่นเข้าทำงานในตำแหน่งที่เหมาะสมกับทักษะ ความสามารถ และข้อจำกัดเฉพาะบุคคล โดยพิจารณาการจ้างงานบนพื้นฐานของคุณสมบัติ ความสามารถในการปฏิบัติงาน และความปลอดภัยในการทำงานเป็นสำคัญ โดยบริษัทฯ ได้จัดสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เอื้อต่อการทำงาน และมอบหมายงานให้สอดคล้องกับทักษะความสามารถและศักยภาพของแต่ละบุคคล รวมถึงปฏิบัติต่อพนักงานผู้พิการอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรมเช่นเดียวกับพนักงานทุกคน
ในปี 2568 บริษัทฯ มีการจ้างงานคนพิการที่มีภูมิลำเนาในจังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 1.14 ของพนักงานทั้งหมด ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าข้อกำหนดตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง โดยกฎหมายกำหนดให้นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไปต้องรับคนพิการเข้าทำงานในอัตราส่วนลูกจ้างที่ไม่ใช่คนพิการ 100 คน ต่อคนพิการ 1 คน และเศษที่เกิน 50 คนต้องรับเพิ่มอีก 1 คน ทั้งนี้ บริษัทฯ มีเจตนารมณ์ที่จะสนับสนุนให้คนพิการได้มีโอกาสเข้าถึงงานที่มีรายได้มั่นคง สามารถพึ่งพาตนเองได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น บริษัทฯ จึงให้ค่าตอบแทนแก่พนักงานคนพิการอย่างเป็นธรรมตามตำแหน่งงาน ระดับงาน ความรับผิดชอบ และใช้หลักเกณฑ์เดียวกันกับพนักงานทั่วไป ตามนโยบายการปฏิบัติต่อพนักงานอย่างเท่าเทียมและไม่เลือกปฏิบัติ โดยในปี 2568 ค่าตอบแทนรวมจากการจ้างงานคนพิการมีมูลค่า 1,553,460.15 บาท จากการดำเนินงานด้านการจ้างงานคนพิการในท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัทฯ ได้รับเกียรติบัตรเชิดชูเกียรติในฐานะ “องค์กรที่สนับสนุนการดำเนินงานด้านคนพิการดีเยี่ยม ประจำปี 2568” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 จากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดบุรีรัมย์
การจ้างงานหลังเกษียณอายุ
แม้ว่าบริษัท ฯ จะมีระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่กำหนดการเกษียณอายุเมื่อพนักงานอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ แต่บริษัท ฯ ตระหนักถึงทักษะความรู้และประสบการณ์ของพนักงานผู้เกษียณอายุ ที่ยังคงมีความสามารถในการทำงานอยู่ จึงได้ให้โอกาสพนักงานได้ทำงานต่อโดยกำหนดเป็นนโยบายการจ้างพนักงานหลังเกษียณอายุตามความสมัครใจและความพร้อมในการทำงาน โดยจะนับอายุงานต่อเนื่องและได้รับค่าตอบแทนไม่น้อยกว่าก่อนเกษียณ สำหรับพนักงานที่ไม่ประสงค์จะทำงานต่อ จะได้รับเงินชดเชยตามข้อกำหนดในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ในปี 2568 มีพนักงานเกษียณอายุจำนวน 10 คน และประสงค์ที่จะทำงานต่อหลังเกษียณอายุ จำนวน 7 คน
การดูแลพนักงาน
การบริหารค่าตอบแทน
บริษัทฯ จ่ายค่าตอบแทนอย่างเสมอภาคโดยยึดหลักความเป็นธรรมตามค่างาน ระดับตำแหน่ง ความรับผิดชอบ ความรู้ความสามารถ ทักษะที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงาน และผลการปฏิบัติงาน โดยไม่แบ่งแยกเพศ อายุ ความพิการ สถานภาพ หรือปัจจัยอื่นใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับความสามารถและลักษณะงาน ยกเว้นกรณีที่ลักษณะงานมีความจำเป็นที่ต้องใช้บุคลากรเฉพาะในการปฏิบัติงาน โดยพิจารณาจากข้อกำหนดด้านความปลอดภัย คุณสมบัติของตำแหน่งงาน และความเหมาะสมของลักษณะงานเป็นสำคัญ สำหรับสตรีมีครรภ์ บริษัทฯ ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานอย่างเคร่งครัด โดยไม่มีนโยบายบังคับตรวจการตั้งครรภ์หรือคุมกำเนิดเพื่อประโยชน์ในการว่าจ้าง รวมถึงไม่มีการบังคับให้ออกจากงาน หรือการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมอันเนื่องมาจากการตั้งครรภ์
นอกจากค่าตอบแทนตามกฎหมายเช่น เงินเดือน ค่าจ้าง ประกันสังคม แล้ว พนักงานจะได้รับค่าตอบแทนในรูปแบบอื่นด้วย เช่น ค่าล่วงเวลา เงินเพิ่มพิเศษสำหรับผู้ปฏิบัติงานตามกะ โบนัส และสวัสดิการอื่นตามหลักเกณฑ์ของบริษัทฯ ผลการประเมินการปฏิบัติงานของพนักงานทุกสิ้นปีจะถูกนำมาใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการบริหารค่าตอบแทน เช่น การพิจารณาปรับเงินเดือนประจำปี โบนัสประจำปี และการปรับเลื่อนตำแหน่ง รวมถึงพิจารณาการให้รางวัลพนักงานดีเด่นประจำปี โดยยึดหลักความยุติธรรม ความโปร่งใส เหมาะสมกับความรู้ ความสามารถ ระดับความรับผิดชอบ และผลการปฏิบัติงานตามหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน โดยไม่เลือกปฏิบัติ เพื่อเป็นแรงจูงใจและทำให้พนักงานเห็นคุณค่าในการทำงาน
บริษัทฯ ได้มีการกำหนดโครงสร้างเงินเดือนพนักงานโดยมีการวิเคราะห์ค่างานของแต่ละระดับตำแหน่งและสำรวจโครงสร้างเงินเดือนจากองค์กรและแหล่งข้อมูลต่างๆ เป็นประจำ โดยนำข้อมูลมาทบทวนปรับปรุงโครงสร้างเงินเดือนให้มีการจ่ายค่าตอบแทนที่เป็นธรรมสำหรับค่างานในแต่ละระดับตำแหน่ง เพื่อให้รักษาพนักงานที่มีความสามารถไว้ได้และดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพเข้ามาร่วมงาน ตลอดจนให้สามารถแข่งขันกับตลาดแรงงานในปัจจุบันได้
บริษัทฯ ติดตามสัดส่วนค่าตอบแทนของพนักงานหญิงและชายในระดับตำแหน่งเดียวกัน เพื่อประเมินความเสมอภาคด้านค่าตอบแทน และใช้เป็นข้อมูลประกอบการทบทวนโครงสร้างค่าตอบแทนให้มีความเป็นธรรม โปร่งใส และไม่เลือกปฏิบัติ โดยการเปรียบเทียบดังกล่าวพิจารณาจากค่าเฉลี่ยค่าตอบแทนของพนักงานหญิงเทียบกับค่าเฉลี่ยค่าตอบแทนของพนักงานชายในระดับตำแหน่งเดียวกัน ทั้งนี้ ค่าตอบแทนรวมประกอบด้วยเงินเดือน ค่าจ้าง และค่าตอบแทนอื่นที่เกี่ยวข้องตามหลักเกณฑ์ของบริษัทฯ เช่น ค่าล่วงเวลา เงินเพิ่มพิเศษ เงินจูงใจ โบนัส และสวัสดิการที่เป็นตัวเงิน ความแตกต่างของสัดส่วนค่าตอบแทนในแต่ละระดับตำแหน่งอาจได้รับอิทธิพลจากลักษณะงาน ระดับความรับผิดชอบ อายุงาน ทักษะเฉพาะทาง ผลการปฏิบัติงาน และองค์ประกอบของพนักงานในแต่ละกลุ่ม
* การคำนวณสัดส่วนค่าตอบแทนของพนักงานหญิงและชาย พิจารณาจากเงินเดือน (Basic salary) และค่าตอบแทนผันแปร เช่น ค่าล่วงเวลา เงินเพิ่มพิเศษ โบนัส เงินจูงใจ หรือสวัสดิการอื่นที่เป็นตัวเงิน ทั้งหมด
การประเมินผลการปฏิบัติงาน
บริษัทฯ กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลการปฏิบัติงานของประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ผู้บริหารระดับสูง และพนักงานไว้อย่างชัดเจนและเป็นระบบ โดยจัดให้มีการประเมินปีละ 2 ครั้ง และใช้ผลการประเมินการปฏิบัติงานรายบุคคลมาพิจารณากำหนดค่าตอบแทนประจำปี พร้อมทั้งประกาศให้พนักงานทุกระดับทราบถึงหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลการปฏิบัติงานโดยทั่วกันเพื่อความโปร่งใส โดยวิธีการประเมินประกอบด้วย 3 ส่วน ซึ่งมีสัดส่วนน้ำหนักแตกต่างกันตามระดับของพนักงาน ได้แก่
- การประเมินด้วยตัวชี้วัดผลสำเร็จขององค์กร (Corporate Key Performance Indicators) บริษัท ฯ มีการกำหนดตัวชี้วัดประสิทธิภาพการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับกลยุทธ์และเป้าหมายของบริษัท ฯ ครอบคลุมทั้งด้านธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อประเมินการบริหารและการทำงานของประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ร้อยละ 70) ผู้บริหารระดับสูง (ร้อยละ 60) และพนักงาน (ร้อยละ 20) ซึ่งเป็นสัดส่วนการประเมินตามความเหมาะสมของบทบาทและขอบเขตความรับผิดชอบในแต่ละระดับ
- การประเมินผลสำเร็จของฝ่ายงาน (Department Key Performance Indicators) ใช้แนวทางเดียวกับการประเมินระดับองค์กร โดยอ้างอิงตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ในระดับบริษัทฯ เพื่อติดตามและวัดผลการดำเนินงานของแต่ละฝ่ายอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ การประเมินยังช่วยเสริมให้แต่ละฝ่ายสามารถปรับปรุงแนวทางการทำงานให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับเป้าหมายองค์กรมากขึ้น โดยกำหนดให้ประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้บริหารระดับสูงในสัดส่วนร้อยละ 20 และพนักงานในสัดส่วนร้อยละ 30
- การประเมินผลการปฏิบัติงานรายบุคคลครอบคลุมทั้งด้านความเชี่ยวชาญ ความรู้ความสามารถ สมรรถนะ (Competency) และพฤติกรรมการทำงาน (Behavior) ที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมองค์กร โดยใช้เกณฑ์การประเมินที่ช่วยให้สามารถติดตามและพัฒนาศักยภาพบุคลากรได้อย่างเป็นระบบ รวมถึงกำหนดสัดส่วนการประเมินสำหรับประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ร้อยละ 30) ผู้บริหารระดับสูง (ร้อยละ 20) และพนักงาน (ร้อยละ 50) เพื่อให้การพัฒนาบุคลากรในทุกระดับเป็นไปอย่างเหมาะสมตามบทบาทหน้าที่และส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมขององค์กร
บริษัทฯ ได้กำหนดตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงานของประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้บริหารระดับสูง ให้สอดคล้องกับกลยุทธ์และเป้าหมายของบริษัทฯ ดังนี้
สิทธิและสวัสดิการ
บริษัทฯ จัดให้มีสวัสดิการและสิทธิประโยชน์แก่พนักงานตามกฎหมายและตามหลักเกณฑ์ของบริษัทฯ โดยครอบคลุมสวัสดิการด้านสุขภาพ ความปลอดภัย ความมั่นคงในการทำงาน การลา และการดูแลคุณภาพชีวิตของพนักงาน ทั้งนี้ สวัสดิการหลักของบริษัทฯ ได้แก่ ประกันสังคม กองทุนเงินทดแทน การตรวจสุขภาพประจำปี สิทธิการลาตามกฎหมาย เงินช่วยเหลือหรือสวัสดิการอื่นตามระเบียบของบริษัทฯ รวมถึงสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมที่พิจารณาจากความเหมาะสมของลักษณะงานและประเภทการจ้างงาน
พนักงานทุกคนในบริษัท ฯ จะได้รับสวัสดิการดังกล่าวเหมือนกันทุกรายการ ยกเว้นสิทธิวันลาพักผ่อนที่แตกต่างกันคือ พนักงานประจำแบบจ่ายค่าตอบแทนเป็นรายเดือนจะสามารถใช้สิทธิดังกล่าวได้โดยไม่สูญเสียรายได้ ส่วนพนักงานประจำแบบจ่ายค่าตอบแทนรายวันหรือรายเหมาจะไม่ได้รับค่าตอบแทนเมื่อหยุดงาน ทั้งนี้ หากมาปฏิบัติงานในวันหยุดจะได้รับค่าตอบแทนพิเศษในอัตรา 2 เท่าของรายได้ปกติรายวัน
นอกจากนี้ บริษัทฯ จัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสำหรับพนักงานประจำแบบจ่ายค่าตอบแทนเป็นรายเดือน เพื่อส่งเสริมการออมระยะยาวและสร้างความมั่นคงทางการเงินหลังเกษียณ โดยการเข้าร่วมกองทุนเป็นไปตามหลักเกณฑ์ คุณสมบัติ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและระเบียบของบริษัทฯ ทั้งนี้ พนักงานในรูปแบบการจ้างงานอื่นจะได้รับสิทธิและสวัสดิการตามกฎหมายแรงงานและตามหลักเกณฑ์ของบริษัทฯ แต่ไม่อยู่ในขอบเขตการเข้าร่วมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าว
บริษัทฯ ทบทวนสวัสดิการอย่างสม่ำเสมอผ่านการประชุมร่วมกับคณะกรรมการสวัสดิการในสถานประกอบกิจการ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนฝ่ายลูกจ้างที่มาจากการเลือกตั้ง เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกในการเสนอความคิดเห็น ให้คำปรึกษา และร่วมหารือกับนายจ้างเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการและการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงานให้เหมาะสมกับความต้องการของพนักงาน โดยในปี 2568 บริษัทฯ ยังคงมีคณะกรรมการสวัสดิการในสถานประกอบกิจการชุดเดิม ที่ได้รับการประกาศแต่งตั้งเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2567 โดยมีวาระการดำรงตำแหน่งเป็นระยะเวลา 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2567 ถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ประกอบด้วยผู้แทนฝ่ายลูกจ้างจำนวน 13 คน ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้มอบหมายผู้แทนฝ่ายนายจ้างจำนวน 6 คน เข้าร่วมประชุมหารือกับคณะกรรมการสวัสดิการในสถานประกอบกิจการเป็นประจำทุก 3 เดือน เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและพิจารณาแนวทางพัฒนาร่วมกัน
ผลจากการประชุมระหว่างผู้แทนฝ่ายนายจ้างและคณะกรรมการสวัสดิการในสถานประกอบกิจการ รวมถึงผลจากโครงการสำรวจสวัสดิการเชิงรุกที่เปิดโอกาสให้พนักงานแสดงความคิดเห็นและสะท้อนความต้องการด้านสวัสดิการ บริษัทฯ ได้นำข้อเสนอแนะดังกล่าวมาพิจารณาปรับปรุงสวัสดิการและสภาพแวดล้อมในการทำงานให้เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยในปี 2568 บริษัทฯ ได้ดำเนินการปรับปรุงห้องน้ำสำหรับพนักงาน และจัดสรรจักรยานสำหรับยืมคืนเพื่อใช้ภายในพื้นที่โรงงาน เพื่อเพิ่มความสะดวกในการปฏิบัติงานและสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของพนักงาน
ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญเกี่ยวกับนโยบายด้านบุคลากร สวัสดิการ เงื่อนไขการจ้างงาน หรือสภาพการทำงานที่อาจส่งผลกระทบต่อพนักงาน บริษัทฯ จะสื่อสารและหารือกับพนักงานหรือผู้แทนพนักงานอย่างเหมาะสมและทันเวลา ผ่านช่องทางการสื่อสารภายในของบริษัทฯ เช่น การประชุมร่วมกับคณะกรรมการสวัสดิการในสถานประกอบกิจการ ประกาศภายใน หรือช่องทางของฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์ โดยคำนึงถึงระยะเวลาการแจ้งล่วงหน้าตามกฎหมายแรงงาน ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน และแนวปฏิบัติของบริษัทฯ

การส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพกายและใจที่แข็งแรงของพนักงานทุกระดับ จึงปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานที่เกี่ยวข้องกับระยะเวลาทำงานอย่างเคร่งครัด มีการจ่ายค่าล่วงเวลาตามกฎหมาย และมุ่งมั่นในการพัฒนากระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อลดภาระงานและระยะเวลาการทำงานของพนักงานที่อาจมากเกินไปจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพของพนักงานได้
บริษัทฯ ดูแลสุขภาพกายและใจของพนักงานด้วยการจัดให้มีการตรวจสุขภาพประจำปีที่เหมาะสมกับช่วงอายุและลักษณะงาน รวมถึงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ พร้อมทั้งจัดเตรียมบุคลากรทางการแพทย์และเวชภัณฑ์ครบครันให้บริการประจำที่สถานประกอบการตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสุขภาพทันตกรรมเคลื่อนที่และกิจกรรมต่าง ๆ ที่ส่งเสริมการพัฒนาทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เช่น การแข่งขันกีฬากับชุมชนและหน่วยงานราชการ กิจกรรมทำบุญตักบาตรประจำเดือนเกิดของพนักงาน กิจกรรมในเทศกาลสำคัญต่าง ๆ อาทิ วันวาเลนไทน์ วันคริสต์มาส และวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่กิจกรรมเสริมสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจ รวมถึงกิจกรรมสันทนาการที่ช่วยเสริมสร้างความสามัคคีและบรรยากาศที่ดีในที่ทำงาน เช่น กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ (Team Building) และทริปท่องเที่ยว เพื่อให้พนักงานมีความสุขและสมดุลชีวิตในการทำงาน พร้อมทั้งการจัดการความเครียดในที่ทำงาน สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจให้กับพนักงาน
การบริหารเวลาทำงานและภาระงาน
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพกายและสุขภาวะของพนักงานทุกระดับ โดยปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานที่เกี่ยวข้องกับระยะเวลาการทำงาน วันหยุด วันลา และการจ่ายค่าล่วงเวลาอย่างเคร่งครัด ทั้งในด้านการกำหนดเวลาทำงาน การอนุมัติการทำงานล่วงเวลา การบันทึกชั่วโมงการทำงาน และการจ่ายค่าล่วงเวลาหรือค่าทำงานในวันหยุดตามอัตราที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้พนักงานได้รับค่าตอบแทนอย่างถูกต้องและเป็นธรรม นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมุ่งมั่นในการพัฒนากระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพ เพื่อลดภาระงานที่ไม่จำเป็นและระยะเวลาการทำงานของพนักงานที่อาจมากเกินไปจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพของพนักงานได้
การดูแลสุขภาพและบริการทางการแพทย์ในสถานประกอบการ
บริษัทฯ จัดให้มีการตรวจสุขภาพประจำปีแก่พนักงาน โดยคำนึงถึงช่วงอายุ ลักษณะงาน และปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน เพื่อเฝ้าระวัง ป้องกัน และส่งเสริมสุขภาพของพนักงานอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังจัดให้มีบุคลากรทางการแพทย์และเวชภัณฑ์ประจำสถานประกอบการตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้พนักงานสามารถเข้าถึงการดูแลเบื้องต้นได้อย่างทันท่วงที รวมถึงจัดให้มีบริการตรวจสุขภาพทันตกรรมเคลื่อนที่ เพื่อสนับสนุนการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและคุณภาพชีวิตที่ดีของพนักงาน
การส่งเสริมสุขภาวะ ความสัมพันธ์ และบรรยากาศที่ดีในการทำงาน
บริษัทฯ ส่งเสริมสุขภาวะของพนักงานทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และความสัมพันธ์ในองค์กร ผ่านกิจกรรมที่สนับสนุนการมีส่วนร่วม ความสามัคคี และบรรยากาศที่ดีในการทำงาน เช่น การแข่งขันกีฬาร่วมกับชุมชนและหน่วยงานราชการ กิจกรรมทำบุญตักบาตรประจำเดือนเกิดของพนักงาน กิจกรรมในเทศกาลสำคัญ กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ และทริปท่องเที่ยวของพนักงาน กิจกรรมดังกล่าวมีส่วนช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพนักงาน ลดความตึงเครียดจากการทำงาน และส่งเสริมความผูกพันต่อองค์กร นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการจัดการความเครียดในที่ทำงาน โดยเปิดโอกาสให้พนักงานสามารถสื่อสารข้อกังวล ขอคำปรึกษา หรือแจ้งประเด็นที่อาจส่งผลต่อสุขภาวะทางจิตใจผ่านช่องทางที่เหมาะสมและเป็นความลับ
- โครงการ NER WHITE CLINIC
บริษัทฯ ดำเนินโครงการ NER WHITE CLINIC ภายใต้กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “พื้นที่ใจพนักงานปลอดภัย เพิ่มความสุขใจในที่ทำงาน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้พนักงานมีความรู้ความเข้าใจในการรู้จักตนเอง เสริมสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจ (Mental Strength) ลดภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout) ตลอดจนลดอัตราการลางานที่มีสาเหตุจากความไม่พร้อมด้านสภาพจิตใจ ซึ่งจะช่วยให้พนักงานมีความสมดุลทางอารมณ์ และสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีความสุขในระยะยาว
ภายใต้โครงการดังกล่าว บริษัทฯ เปิดโอกาสให้พนักงานเข้าร่วมทำแบบประเมินสุขภาพจิตของกรมอนามัยโดยสมัครใจ มีผู้เข้าร่วมประเมินทั้งสิ้น 147 คน ผลการประเมินพบว่ามีพนักงานจำนวน 52 คน มีภาวะความเครียดในระดับสูง บริษัทฯ จึงจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 โดยมี นางสาวปริษา ปุณยธนกิจ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพทางจิต จากโรงพยาบาลอำเภอประโคนชัยเป็นวิทยากรถ่ายทอดองค์ความรู้และแนวทางการดูแลสุขภาพจิตอย่างเป็นระบบโดยมีเนื้อหาการอบรมครอบคลุม ดังนี้ การสร้างความเข้าใจด้านสุขภาพจิต การรู้เท่าทันความคิดและอารมณ์ การดูแลและเยียวยาจิตใจ การเสริมสร้างทัศนคติเชิงบวก ตลอดจนกิจกรรมฝึกปฏิบัติและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ภายหลังสิ้นสุดโครงการ พบว่าผู้เข้าร่วมมีผลการประเมินภาวะความเครียดในทิศทางที่ดีขึ้น และสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการจัดการความเครียดทั้งในชีวิตประจำวันและการทำงาน ส่งผลให้เกิดความพร้อมในการปฏิบัติงานและเสริมสร้างประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมขององค์กร

การพัฒนาพนักงาน
บริษัทฯ ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาความรู้ ความสามารถ และทักษะของพนักงานให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ เทคโนโลยี มาตรฐานการดำเนินงาน และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย บริษัทฯ จึงกำหนดแนวทางการพัฒนาและฝึกอบรมพนักงานให้ครอบคลุมทั้งทักษะเชิงเทคนิค (Technical Skills) ทักษะด้านพฤติกรรมและการทำงานร่วมกับผู้อื่น (Soft Skills) ตลอดจนทักษะด้านการบริหารจัดการและภาวะผู้นำ เพื่อให้พนักงานสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ พัฒนาศักยภาพของตนเอง และเติบโตในสายอาชีพไปพร้อมกับการเติบโตของบริษัทฯ
ในการกำหนดแผนพัฒนาและฝึกอบรมพนักงาน บริษัทฯ วิเคราะห์ความจำเป็นในการพัฒนาพนักงานจาก 3 มิติหลัก ได้แก่
จากกระบวนการวิเคราะห์ดังกล่าว บริษัทฯ ได้กำหนดแนวทางการพัฒนาและฝึกอบรมพนักงาน ดังนี้
- การอบรมพื้นฐานสำหรับพนักงาน เช่น การปฐมนิเทศพนักงานใหม่ นโยบาย ระเบียบปฏิบัติ จรรยาบรรณพนักงาน วัฒนธรรมองค์กร และการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน
- การอบรมตามหน้าที่ความรับผิดชอบและทักษะเฉพาะทาง เช่น หลักสูตรวิชาชีพ ทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เทคโนโลยีการผลิต การจัดการสิ่งแวดล้อม การพัฒนาคุณภาพ และการเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริง (On-the-Job Training)
- การอบรมตามข้อกำหนดของกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น หลักสูตรด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน และหลักสูตรการขับขี่รถโฟร์คลิฟท์
- การอบรมเพื่อสนับสนุนการพัฒนาธุรกิจและความยั่งยืน เช่น การพัฒนาอย่างยั่งยืน การบริหารความเสี่ยง และหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน
- การพัฒนาพนักงานที่มีศักยภาพสูงและการเตรียมความพร้อมผู้สืบทอดตำแหน่งสำคัญ เช่น หลักสูตรภาวะผู้นำ การบริหารจัดการ และการพัฒนาทักษะสำหรับตำแหน่งงานสำคัญในอนาคต
หลักสูตรการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะของพนักงาน
ในปี 2568 บริษัทฯ มีพนักงานที่ได้รับการฝึกอบรมระหว่างปีรวมทั้งสิ้น 1,002 คน แบ่งเป็นระดับบริหารจำนวน 62 คน และระดับปฏิบัติการจำนวน 940 คน โดยจำนวนดังกล่าวครอบคลุมพนักงานที่ปฏิบัติงานกับบริษัทฯ ในระหว่างรอบปีรายงานและได้รับการฝึกอบรมอย่างน้อย 1 หลักสูตร รวมถึงพนักงานที่พ้นสภาพการจ้างระหว่างปี จึงอาจไม่ตรงกับจำนวนพนักงาน ณ สิ้นปี 2568 พนักงานมีจำนวนชั่วโมงการอบรมเฉลี่ย 21.36 ชั่วโมงต่อคนต่อปี สูงกว่าเป้าหมายที่บริษัทฯ กำหนดไว้ที่ไม่น้อยกว่า 20 ชั่วโมงต่อคนต่อปี บริษัทฯ ได้ลงทุนเพื่อพัฒนาทักษะของพนักงานเป็นมูลค่ารวม 4,192,070 บาท หรือคิดเป็นค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 4,184 บาทต่อคนต่อปี
• โครงการพัฒนาความรู้ด้านภาษาอังกฤษ
โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษสำหรับพนักงานทุกระดับ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารและปฏิบัติงาน ตลอดจนสนับสนุนความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน โดยวิทยากรจากสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงาน 37 บุรีรัมย์เป็นผู้ดำเนินการอบรม โดยมีเนื้อหาหลักสูตรมุ่งเน้นการเสริมทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษขั้นพื้นฐาน เช่น การทักทาย การแนะนำตัว และการขอความช่วยเหลือ รวมถึงการเรียนรู้คำศัพท์เฉพาะทางที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักรและกระบวนการผลิต เพื่อให้พนักงานสามารถอ่านคู่มือการปฏิบัติงาน ป้ายเตือนด้านความปลอดภัย และเอกสารสำคัญที่เกี่ยวข้องกับงานได้อย่างถูกต้องมากขึ้น
บริษัทฯ จัดการอบรมทั้งระดับพื้นฐานและระดับกลาง ควบคู่กับกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ เช่น การจำลองเหตุการณ์ การฝึกพูดในสถานการณ์จริง และการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม เพื่อส่งเสริมให้พนักงานมีความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานของตนเองได้อย่างเหมาะสม และสนับสนุนโอกาสในการเติบโตในสายอาชีพของพนักงานในอนาคต
ในปี 2568 มีพนักงานเข้าร่วมโครงการดังกล่าว จำนวนทั้งสิ้น 64 คน โดยผู้เข้าอบรมทุกคนต้องเข้ารับการทดสอบวัดระดับความรู้ทั้งก่อนและหลังการอบรม ทั้งนี้ เกณฑ์การผ่านหลักสูตรกำหนดให้ผู้เข้าอบรมต้องมีคะแนนหลังการอบรมไม่น้อยกว่า 70% และมีเวลาเข้าเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของจำนวนเวลาเรียนทั้งหมด ภายหลังเสร็จสิ้นการอบรม พบว่า มีพนักงานผ่านเกณฑ์จำนวน 62 คน คิดเป็นร้อยละ 96.88 ของจำนวนผู้เข้าอบรมทั้งหมด และไม่ผ่านเกณฑ์จำนวน 2 คน เนื่องจากเข้าเรียนไม่ครบตามเวลาที่กำหนด
| หลักสูตร/ โครงการ | โครงการพัฒนาความรู้ด้านภาษาอังกฤษ |
|---|---|
| ระดับของพนักงาน | ทุกระดับ |
| ระยะเวลา | 30 ชั่วโมง |
| ประโยชน์ต่อบริษัท ฯ |
|
| ประโยชน์ต่อพนักงาน |
|
• โครงการพัฒนาทักษะความรู้ด้านความยั่งยืน
บริษัทฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการสร้างการเติบโตทางธุรกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม จึงมุ่งเน้นการอบรมและพัฒนาศักยภาพให้แก่พนักงานในด้านความยั่งยืนนี้อย่างต่อเนื่อง ในปี 2568 บริษัทฯ ได้จัดการอบรมเพื่อเพิ่มพูนความรู้และเสริมสร้างความทักษะความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืน เพื่อให้สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการทำงานที่ครอบคลุมทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมภิบาล (ESG) ได้ เช่น การวางแผนกลยุทธ์ การบริหารจัดการความเสี่ยง การดำเนินงานในองค์กร และ การตัดสินใจอย่างมีจริยธรรม โดยการอบรมดังกล่าวจัดขึ้นโดยวิทยากรจากภายในองค์กร จำนวนรวม 6 ครั้ง และมีพนักงานเข้ารับการอบรมจำนวนทั้งสิ้น 320 คน
| หลักสูตร/ โครงการ | โครงการพัฒนาทักษะความรู้ด้านความยั่งยืน |
|---|---|
| ระดับของพนักงาน | พนักงานระดับบริหารและระดับปฏิบัติการ |
| ระยะเวลา | เดือน ตุลาคม 2568 ถึง พฤศจิกายน 2568 |
| ประโยชน์ต่อบริษัท ฯ |
|
| ประโยชน์ต่อพนักงาน |
|
• โครงการพัฒนาความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งประเทศไทย 2568
บริษัทฯ จัดให้พนักงานจำนวน 77 คนเข้ารับการอบรมกับราชบัณฑิตยสภาในโครงการพัฒนาความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งประเทศไทย ประจำปี 2568 ผ่านระบบออนไลน์ (Zoom Meeting) พร้อมกันในห้องประชุมของบริษัทฯ เมื่อวันที่ 10 – 11 กันยายน 2568 เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และการประยุกต์ใช้ AI ในกิจกรรมของบริษัทฯ และกระบวนการทำงาน รวมทั้งเป็นการเตรียมความพร้อมในการใช้งานคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีต่าง ๆ ของบริษัทฯ ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ภายใต้บริบทที่เทคโนโลยี AI กำลังเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางเทคโนโลยีของโลกอย่างรวดเร็ว โดยมีเนื้อหาอบรมเกี่ยวกับ วิวัฒนาการของ AI การประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรม ศักยภาพของ AI ที่มีต่อการเติบโตของภาคธุรกิจ แนวทางการปรับตัวขององค์กร ตลอดจนการพัฒนาและการใช้ AI ควบคู่กับการมีจริยธรรม การอบรมนี้จึงช่วยยกระดับศักยภาพของพนักงาน เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กร ลดความเสี่ยงจากการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ที่ไม่เหมาะสม และสนับสนุนให้ประสิทธิภาพการดำเนินงานมีความรวดเร็วและแม่นยำมากยิ่งขึ้น
| หลักสูตร/ โครงการ | โครงการพัฒนาความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งประเทศไทย 2568 |
|---|---|
| ระดับของพนักงาน | พนักงานทุกระดับ |
| ระยะเวลา | 12 ชั่วโมง |
| ประโยชน์ต่อบริษัท ฯ |
|
| ประโยชน์ต่อพนักงาน |
|
การให้คำปรึกษาเพื่อความก้าวหน้าทางอาชีพ
บริษัทฯ จัดให้มีโปรแกรม Mentorship เพื่อสนับสนุนการพัฒนาทางอาชีพของพนักงานในทุกระดับ โดยพนักงานได้รับคำแนะนำและการถ่ายทอดประสบการณ์จากผู้บริหาร หัวหน้างาน หรือบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพื่อช่วยให้พนักงานเข้าใจบทบาทหน้าที่ พัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการทำงาน และมองเห็นแนวทางการเติบโตในสายอาชีพได้ชัดเจนขึ้น โปรแกรมดังกล่าวมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะด้านการบริหารจัดการ การสื่อสาร การแก้ไขปัญหา การทำงานร่วมกันเป็นทีม และการประสานงานข้ามหน่วยงาน รวมถึงเชื่อมโยงกับผลการประเมินการปฏิบัติงานและแผนพัฒนารายบุคคล เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ต่อเนื่องและเตรียมความพร้อมบุคลากรสำหรับตำแหน่งสำคัญ
การให้ทุนการศึกษา
บริษัทฯ สนับสนุนการศึกษาต่อให้กับกลุ่มพนักงานที่มีศักยภาพสูง (Talent) ในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท เพื่อพัฒนาทักษะเฉพาะด้านและนำกลับมาใช้ในการทำงานตามสายงานที่รับผิดชอบ ตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นมา มีพนักงานที่ได้รับทุนการศึกษาต่อ ทั้งสิ้นจำนวน 3 คน โดยในปี 2568 มีพนักงานที่ได้รับทุนการศึกษาในระดับมหาบัณฑิต จำนวน 1 คน ในสาขาวิชาการจัดการสมัยใหม่ คณะเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ในช่วงปี 2567 – 2568 บริษัทฯ สนับสนุนทุนการศึกษารวมเป็นเงินทั้งสิ้น 235,400 บาท โดยปัจจุบันพนักงานที่ได้รับทุนการศึกษาทั้ง 3 คน อยู่ระหว่างการศึกษา และยังคงทำงานกับบริษัทฯ

“ดิฉันรู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่บริษัทฯ ให้โอกาสและสนับสนุนทุนการศึกษาต่อ ในระดับปริญญาโท เพื่อพัฒนาศักยภาพและความก้าวหน้าในอาชีพของตนเอง โดยดิฉันมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะนำวิทยาการความรู้ที่ได้รับ มาช่วยยกระดับมาตรฐานการทำงานขององค์กรให้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้นต่อไปในอนาคต”
คุณพรรณี ศรีพวง หัวหน้าแผนกการเงินฝ่ายรับ สายงานบริหารบัญชี-การเงิน
ปัจจุบันได้รับทุนการศึกษาต่อในระดับปริญญาโท คณะเทคโนโลยีการจัดการ
สาขาวิชาการจัดการสมัยใหม่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์
การพัฒนาพนักงานศักยภาพสูง (Talent Development)
บริษัทฯ ได้คัดเลือกพนักงานที่มีความโดดเด่นจากแต่ละฝ่ายเข้าสู่กลุ่ม “Talent Pool” โดยพิจารณาจากผลการปฏิบัติงานและศักยภาพในการเติบโตในอนาคต โดยคณะกรรมการ ซึ่งประกอบไปด้วยผู้บริหารระดับสูง ที่ปรึกษา และตัวแทนฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์ ในปี 2568 มีพนักงานที่ผ่านการคัดเลือกทั้งสิ้นจำนวน 12 คน เพื่อเข้าร่วมการฝึกอบรมในโครงการพิเศษ เป็นระยะเวลา 12 เดือน ซึ่งจะสิ้นสุดโครงการในวันที่ 31 มีนาคม 2569
บริษัท ฯ ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาจัดทำแผนพัฒนาโปรแกรมพิเศษที่เป็นรูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสาน ทั้งในห้องเรียนและระบบออนไลน์ รวมถึงการลงมือปฏิบัติและการริเริ่มโครงการพัฒนาองค์กรร่วมกันระหว่างฝ่ายงาน ภายใต้หลักสูตร “พัฒนาผู้นำเพื่อความสำเร็จที่ยั่งยืน” ซึ่งได้รับการออกแบบอย่างเป็นระบบ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพผู้นำในมิติต่าง ๆ อาทิ ความคล่องตัวในการบริหาร การคิดเชิงกลยุทธ์ การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ และการบริหารทีมงานอย่างมีประสิทธิผล การดำเนินโครงการนี้เป็นเสมือนการลงทุนด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ที่สร้างผลตอบแทนเชิงกลยุทธ์ให้แก่องค์กร โดยส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการดำเนินงาน ความผูกพันของพนักงาน และการเติบโตขององค์กรในระยะยาว โดยปัจจุบันโครงการนี้อยู่ในขั้นตอนการประเมินรายบุคคลที่ต้องมีการนำเสนอผลสำเร็จของโครงการดังกล่าวต่อผู้บริหารระดับสูงร่วมกับที่ปรึกษา
การปรับเลื่อนตำแหน่งและความก้าวหน้าในอาชีพ (Career Path)
บริษัทฯ เปิดโอกาสในการเลื่อนตำแหน่งหรือการโยกย้ายหน้าที่ที่เหมาะสมกับความรู้ความสามารถของพนักงาน สนับสนุนและส่งเสริมให้พนักงานแสดงศักยภาพในโอกาสต่าง ๆ และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องในการปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบ บริษัท ฯ ได้กำหนดวิธีการและหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนเป็นแนวทางในการพิจารณาการปรับเลื่อนตำแหน่งเพื่อให้เกิดความยุติธรรมและโปร่งใส และจัดทำแผนเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพของแต่ละสายงาน ด้วยความมุ่งหวังที่จะดูแลรักษากลุ่มพนักงานดังกล่าว ตลอดจนสร้างระบบการดูแลความก้าวหน้าในสายงานให้พนักงานมีความมั่นคงในอาชีพและเติบโตไปพร้อมกับองค์กร โดยในปี 2568 มีพนักงานได้รับการปรับเลื่อนตำแหน่งจำนวน 39 คน
การสร้างความผูกพันของพนักงานต่อองค์กร
นอกเหนือจากการดูแลและพัฒนาพนักงานแล้ว บริษัท ฯ ยังให้ความสำคัญกับความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของพนักงาน ที่จะนำมาซึ่งพลังแห่งความสร้างสรรค์ ความร่วมมือ และความผูกพันของพนักงานที่มีต่องานและองค์กร บริษัทฯ เปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในการตัดสินใจภายในองค์กร เช่น การเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการหรือคณะทำงานในด้านต่างๆ การเสนอความคิดเห็นเพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงาน และการสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านแบบสำรวจความพึงพอใจ หรือการประชุมพูดคุยกับผู้บริหารโดยตรง เพื่อให้ข้อเสนอแนะในการพัฒนาและปรับปรุงแก้ไข ทำให้พนักงานทุกคนรู้สึกถึงการมีส่วนร่วม และลดช่องว่างระหว่างผู้บริหารกับพนักงานได้เป็นอย่างดี
- โครงการ NER Points
เป็นโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความผูกพัน และกระตุ้นให้พนักงานมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมต่างๆ ของบริษัท ฯ เพื่อลดปัญหาในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร และทำให้การสื่อสารภายในองค์กรมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยใช้วิธีสร้างแรงจูงใจจากการสะสมแต้มเพื่อแลกรางวัล เช่น วันหยุดพิเศษ เสื้อพนักงาน แก้วเก็บความเย็น เก้าอี้แคมป์ และร่ม ซึ่งโครงการนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี พนักงานทุกคนในบริษัท ฯ (รัอยละ 100) ให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 962 คน
การประเมินความผูกพันของพนักงาน
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการประเมินความผูกพันของพนักงานต่อองค์กร เนื่องจากระดับความผูกพันแสดงถึงความไว้วางใจ ความภาคภูมิใจ แรงจูงใจในการทำงาน และความตั้งใจของพนักงานในการมีส่วนร่วมขับเคลื่อนองค์กร การรับรู้ระดับความผูกพันอย่างสม่ำเสมอจึงช่วยให้บริษัทฯ เข้าใจประสบการณ์การทำงานของพนักงาน สามารถบ่งชี้ปัจจัยที่ส่งเสริมหรือเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน และนำข้อมูลที่ได้รับไปใช้ปรับปรุงนโยบาย แผนงาน สวัสดิการ การสื่อสารภายใน สภาพแวดล้อมในการทำงาน และแนวทางการพัฒนาพนักงานให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
บริษัทฯ ได้พัฒนาแบบประเมินความผูกพันของพนักงานให้เหมาะสมกับบริบทขององค์กร โดยครอบคลุมปัจจัยสำคัญ เช่น ความไว้วางใจในผู้บริหาร ความภาคภูมิใจในองค์กร บรรยากาศในการทำงาน การสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงาน รวมถึงแรงจูงใจในการพัฒนาตนเอง การประเมินความผูกพันของพนักงานดำเนินการโดยคณะทำงานด้านแรงงานและสิทธิมนุษยชน ร่วมกับฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์ จำนวน 2 ครั้งต่อปี ผ่านช่องทางการสื่อสาร 3 รูปแบบ ได้แก่ ระบบออนไลน์ของบริษัทฯ การประชาสัมพันธ์ผ่าน Morning Talk และการแจกแบบประเมินให้กับพนักงานโดยตรง เพื่อให้เข้าถึงพนักงานทุกกลุ่ม
ผลการประเมินจะถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อระบุประเด็นที่พนักงานให้ความสำคัญ จุดแข็งขององค์กร และโอกาสในการปรับปรุง รวมถึงใช้กำหนดแผนพัฒนา ติดตามผล และรายงานต่อผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับประสบการณ์การทำงาน ความผูกพันของพนักงาน และประสิทธิผลในการบริหารทรัพยากรบุคคลต่อไป
คะแนนความผูกพันของพนักงานที่มีต่อองค์กรประจำปี 2568 เท่ากับ 87.58 % สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 85% และเพิ่มขึ้นจากปี 2567 โดยหัวข้อการประเมินที่ได้คะแนนต่ำที่สุดจากหัวข้อการประเมินทั้งหมด ได้แก่ ลักษณะงาน ความมั่นคงและความก้าวหน้าทางอาชีพ บริษัทฯ จึงนำประเด็นดังกล่าวมาพัฒนาและปรับปรุง โดยเพิ่มการพัฒนาทักษะและองค์ความรู้ของพนักงานผ่านการอบรมให้สอดคล้องกับตำแหน่งงาน และเสริมสร้างความเข้าใจในบทบาทและความรับผิดชอบของแต่ละตำแหน่ง รวมถึงเตรียมความพร้อมสำหรับความก้าวหน้าในสายอาชีพอย่างเหมาะสม ซึ่งผลการประเมินความผูกพันของพนักงานได้มีการแจ้งให้พนักงานรับทราบผ่านช่องทางออนไลน์ ได้แก่ Line กลุ่มของบริษัท ฯ อีเมล การติดประกาศบนบอร์ดประชาสัมพันธ์ และนำเสนอต่อผู้บริหารระดับสูงและคณะกรรมการต่อไป ตามลำดับ
ในปี 2568 บริษัทฯ มีอัตราการลาออกของพนักงานโดยสมัครใจเท่ากับร้อยละ 18.50 เมื่อจำแนกตามรูปแบบการจ้างงานพบว่า พนักงานประจำแบบจ่ายค่าตอบแทนเป็นรายเดือนมีอัตราการลาออกโดยสมัครใจในปี 2568 เท่ากับร้อยละ 2.70 ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดให้ไม่เกินร้อยละ 5 ส่วนพนักงานประจำแบบจ่ายค่าตอบแทนรายวันหรือรายเหมาซึ่งมีลักษณะการทำงานและเงื่อนไขการจ้างงานที่แตกต่างจากพนักงานประจำแบบจ่ายค่าตอบแทนเป็นรายเดือน มีอัตราการลาออกโดยสมัครใจเท่ากับร้อยละ 15.80 พนักงานทั้งสองกลุ่มมีอัตราการลาออกโดยสมัครใจลดลงอย่างต่อเนื่องจากปี 2565 อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ จะยังคงปรับปรุงและพัฒนาการดูแลพนักงานในทุกด้าน ส่งเสริมการมีส่วนร่วมและสร้างความผูกพันของพนักงานให้ดียิ่งขึ้น เพื่อรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพให้เป็นกำลังสำคัญให้แก่บริษัทฯ ต่อไป
จากกการดำเนินงานด้านความปลอดภัยในการทำงานเป้าหมายและสรุปผลการดำเนินงานที่สำคัญแสดงดังตาราง
| เป้าหมายระยะยาว ปี 2573 |
เป้าหมาย ปี 2568 |
ผลการดำเนินงาน ปี 2568 |
|
|---|---|---|---|
| จำนวนชั่วโมงอบรมเฉลี่ยต่อคนต่อปี | ไม่น้อยกว่า 30 ชั่วโมง | ไม่น้อยกว่า 20 ชั่วโมง | 21.36 ชั่วโมง |
| คะแนนความผูกพันของพนักงานที่มีต่อองค์กร | ไม่น้อยกว่า 95% | ไม่น้อยกว่า 85% | 87.58% |
| อัตราการลาออกของพนักงานโดยสมัครใจ* | ไม่เกิน ร้อยละ 2.5 | ไม่เกิน ร้อยละ 5 | ร้อยละ 2.70 |
*เฉพาะอัตราการลาออกโดยสมัครใจของพนักงานประจำที่รับค่าตอบแทนแบบรายเดือนเท่านั้น