แนวทางการบริหารจัดการ

บริษัทฯ ให้ความสำคัญต่อการพัฒนากระบวนการผลิตและผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สามารถสร้างประโยชน์ทั้งต่อบริษัทฯ และผู้มีส่วนได้เสีย จึงมุ่งเน้นการสร้างวัฒนธรรมที่ส่งเสริมให้พนักงานทุกคนมีความคิดสร้างสรรค์ พร้อมทั้งพัฒนาความรู้ ทักษะ และความเชี่ยวชาญในด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อให้พนักงานสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ โดยบริษัท ฯ ให้การสนับสนุนครอบคลุมทุกองค์ประกอบ ทั้งด้านการวิจัยและพัฒนา การผลิต และการจัดการ โดยมุ่งหวังให้เกิดระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนาและส่งเสริมนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม บริษัทฯ มีนโยบายในการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดการใช้ทรัพยากร และสร้างความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว โดย กำหนดกรอบการดำเนินงาน 5 ด้านเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างสอดคล้องกันตลอดทั้งระบบนิเวศ ดังนี้

บริษัทฯ มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาไปจนถึงการปรับใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงในต้นทุนที่เหมาะสม และตอบสนองความต้องการของตลาดอย่างแท้จริง โดยดำเนินงานอย่างเป็นระบบตามแนวคิดการลดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็น (Lean Innovation) และหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน ตลอดจนนำมาตรฐานสากล อาทิ ISO 14001, ISO 9001 และ ISO 18001 มาใช้เพื่อให้เกิดความมั่นใจในทุกมิติ บริษัทฯ ได้วางกลยุทธ์การจัดการนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ ดังนี้

ผลการดำเนินงานปี 2568
การพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์นวัตกรรม

บริษัทฯ มุ่งมั่นในการพัฒนาและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายและขยายธุรกิจสู่อุตสาหกรรมอื่นๆ ให้มากขึ้น โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับยางธรรมชาติ อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชน เกษตรกร และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มองหาผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จำนวน 3 ผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย แผ่นยางปูพื้นคอกปศุสัตว์ ชนิดความแข็ง 25 Shore A แผ่นยางปูพื้นคอกปศุสัตว์ ชนิดทนแรงฉีกขาดสูง และแผ่นยางปูพื้นที่มีการใช้ Circular Economy Material โดยใช้งบประมาณด้านวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์รวม 495,469.81 บาท สามารถสร้างรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์นวัตกรรมทั้งสามรายการนี้รวม 95 ล้านบาทในปี 2568 ผลิตภัณฑ์นวัตกรรม มีดังนี้

แผ่นยางปูพื้นคอกปศุสัตว์ ชนิดความแข็ง 25 Shore A

แผ่นยางปูพื้นคอกปศุสัตว์ได้รับการพัฒนาโดยฝ่ายวิจัยและพัฒนาของบริษัทฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ให้มีความยืดหยุ่นเหมาะสมกับการใช้งานจริง และตอบสนองความต้องการของลูกค้าในภาคปศุสัตว์ โดยเฉพาะการลดค่าความแข็งของแผ่นยางให้อยู่ที่ระดับ 25 Shore A ซึ่งเป็นระดับที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น และช่วยรองรับแรงกระแทกจากการยืน เดิน และนอนของสัตว์ได้ดีกว่าแผ่นยางทั่วไป คุณสมบัติดังกล่าวช่วยสนับสนุนการดูแลสัตว์ให้เป็นไปตามหลักสวัสดิภาพสัตว์มากขึ้น

บริษัทฯ เริ่มกระบวนการพัฒนาจากการวิจัยและปรับปรุงสูตรยาง เพื่อให้แผ่นยางมีคุณสมบัติด้านความยืดหยุ่น การรองรับน้ำหนัก และความทนทานที่ต้องการ จากนั้นจึงนำผลิตภัณฑ์ไปทดสอบในห้องปฏิบัติการ และทดสอบการใช้งานจริงในสภาพแวดล้อมของคอกปศุสัตว์ เพื่อประเมินประสิทธิภาพในการรองรับแรงกด การดูดซับแรงกระแทก และความคงทนต่อการใช้งานระยะยาว

ผลการพัฒนาพบว่า แผ่นยางปูพื้นคอกปศุสัตว์ที่มีค่าความแข็ง 25 Shore A สามารถช่วยลดแรงกดบริเวณข้อเข่า ข้อเท้า และกีบเท้าของสัตว์ ซึ่งเป็นส่วนที่รับน้ำหนักโดยตรงระหว่างการยืน เดิน และนอน จึงช่วยเพิ่มความสบายในการพักผ่อนของสัตว์ และอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับระบบกระดูก ข้อ และกีบเท้า เช่น ภาวะกีบอักเสบและข้ออักเสบ รวมถึงลดโอกาสการเกิดแผลกดทับจากการนอนบนพื้นแข็ง

ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้รับการรับรองตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 2584-2556 และปัจจุบันบริษัทฯ ได้ผลิตและจัดจำหน่ายเชิงพาณิชย์แล้ว โดยสามารถสร้างรายได้ 39.97 ล้านบาท ในปี 2568

ประโยชน์ต่อบริษัท ฯ
  • รายได้จากการจำหน่ายแผ่นยางปูพื้นคอกปศุสัตว์ชนิดความแข็ง 25 Shore A 39.97 ล้านบาทในปี 2568
ประโยชน์ต่อเกษตรกรสวนยาง
  • มีรายได้จากการขายวัตถุดิบยางพาราอยู่ที่ 184.40 ตัน คิดเป็นมูลค่า 9.96 ล้านบาท
ประโยชน์ต่อปศุสัตว์
  • เพิ่มความสบายขณะยืน เดิน และนอน ลดแรงกดต่อข้อและกีบเท้า ลดความเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับและปัญหาสุขภาพด้านกระดูกและข้อ พร้อมสนับสนุนสุขภาวะที่ดีเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการผลิตของปศุสัตว์
ประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม
  • ลดการใช้ยางสังเคราะห์ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ผลิตจากสารตั้งต้นในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เพื่อผลิตแผ่นปูพื้นคอกปศุสัตว์ จำนวน 184.40 ตัน ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 593.25 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
  • ลดการเกิดขยะในอนาคต เนื่องจากแผ่นยางปูพื้นสามารถนำกลับไปใช้เป็นวัตถุดิบตั้งต้นได้ใหม่ทั้งหมด (ร้อยละ 100)

หมายเหตุ: ปริมาณการหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นการประเมินเชิงเปรียบเทียบจากปริมาณยางสังเคราะห์ที่ลดการใช้ เป็นค่าประมาณจากการประเมินของบริษัทฯ คำนวณโดยอ้างอิงหลักเกณฑ์และค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกี่ยวข้องจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.

แผ่นยางปูพื้นคอกปศุสัตว์ ชนิดทนแรงฉีกขาดสูง

แผ่นยางปูพื้นคอกปศุสัตว์ ชนิดทนแรงฉีกขาดสูงนี้ ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยฝ่ายวิจัยและพัฒนาของบริษัทฯ เพื่อตอบโจทย์ปัญหาการฉีกขาดและการเสื่อมสภาพของแผ่นยางที่เกิดขึ้นจากการใช้งานจริงในคอกปศุสัตว์ ซึ่งต้องรองรับน้ำหนักของสัตว์ การเดินเหยียบซ้ำ การเสียดสีกับพื้นผิว แรงกดจากกีบเท้า ตลอดจนการสัมผัสกับอุปกรณ์และสภาพแวดล้อมภายในคอกอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยดังกล่าวอาจส่งผลให้แผ่นยางมีอายุการใช้งานสั้นลง และเพิ่มภาระต้นทุนในการบำรุงรักษาหรือเปลี่ยนสินค้าให้แก่ลูกค้า

บริษัทฯ จึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ดังกล่าวด้วยการปรับปรุงสูตรยางและโครงสร้างของแผ่นยาง เพื่อเพิ่มความแข็งแรง ความทนทานต่อแรงฉีกขาด และรองรับการใช้งานในคอกปศุสัตว์ได้ในระยะเวลาที่นานขึ้น โดยมีการทดสอบคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ทั้งในห้องปฏิบัติการและการทดสอบการใช้งานจริงในคอกปศุสัตว์ เพื่อประเมินประสิทธิภาพด้านความทนทาน การต้านทานการฉีกขาด และความเหมาะสมต่อการใช้งานระยะยาว

ผลการพัฒนาพบว่า ผลิตภัณฑ์สามารถลดการฉีกขาด โดยเฉพาะบริเวณขอบแผ่นหรือจุดที่รับแรงมาก ทำให้ลดความถี่ในการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนแผ่นยางใหม่ ช่วยลดต้นทุนการบำรุงรักษาของฟาร์มปศุสัตว์ และรักษาคุณสมบัติด้านความปลอดภัยได้อย่างต่อเนื่องตลอดอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์

ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้รับการรับรองตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 2584-2556 และปัจจุบันได้มีการผลิตและจัดจำหน่ายเชิงพาณิชย์แล้ว โดยสามารถสร้างรายได้ 41.14 ล้านบาท ในปี 2568

ประโยชน์ต่อบริษัท ฯ
  • รายได้จากการจำหน่ายแผ่นยางปูพื้นคอกปศุสัตว์ ชนิดทนแรงฉีกขาดสูง 41.14 ล้านบาท ในปี 2568
ประโยชน์ต่อเกษตรกรสวนยาง
  • มีรายได้จากการขายวัตถุดิบยางพาราอยู่ที่ 204 ตัน คิดเป็นมูลค่า 11.02 ล้านบาท
ประโยชน์ต่อผู้ใช้งาน
  • ช่วยลดภาระและต้นทุนการบำรุงรักษาหรือการเปลี่ยนแผ่นยาง
ประโยชน์ต่อปศุสัตว์
  • รับน้ำหนักได้ดี ไม่ฉีกขาดง่าย ปลอดภัยต่อสัตว์
ประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม
  • ลดการใช้ยางสังเคราะห์ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ผลิตจากสารตั้งต้นในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ในการผลิตแผ่นปูพื้นคอกปศุสัตว์ จำนวน 204 ตัน ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 656.31 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
  • ลดการเกิดขยะในอนาคต เนื่องจากแผ่นยางปูพื้นจากยางธรรมชาติสามารถนำกลับไปใช้เป็นวัตถุดิบตั้งต้นได้ใหม่ทั้งหมด (ร้อยละ 100)

หมายเหตุ: ปริมาณการหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นการประเมินเชิงเปรียบเทียบจากปริมาณยางสังเคราะห์ที่ลดการใช้ เป็นค่าประมาณจากการประเมินของบริษัทฯ คำนวณโดยอ้างอิงหลักเกณฑ์และค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกี่ยวข้องจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.

แผ่นยางปูพื้นเอนกประสงค์จากวัสดุรีไซเคิล

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ฝ่ายวิจัยและพัฒนาของบริษัทฯ จึงได้พัฒนาผลิตภัณฑ์แผ่นยางปูพื้นเอนกประสงค์ที่มีการใช้วัสดุรีไซเคิลเป็นองค์ประกอบหลัก โดยนำเศษยางจากกระบวนการผลิตและยางรีเคลมกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต เพื่อลดการใช้วัตถุดิบใหม่ ลดปริมาณของเสียจากกระบวนการผลิต และเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้

กระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ดังกล่าวครอบคลุมการคัดแยก บด และปรับปรุงคุณสมบัติของเศษยางและยางรีเคลม เพื่อให้สามารถนำกลับมาใช้ในกระบวนการผลิตได้อย่างเหมาะสม โดยยังคงคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับการใช้งานจริง การนำวัสดุรีไซเคิลกลับมาใช้ในผลิตภัณฑ์ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ลดความต้องการใช้ยางใหม่จากทรัพยากรธรรมชาติ และลดปริมาณของเสียที่ต้องนำไปกำจัด ทั้งยังมีส่วนสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต ทั้งนี้ บริษัทฯ มีการทดสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์ และได้รับการรับรองตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 2377-2559 ปัจจุบันได้ผลิตและจัดจำหน่ายเชิงพาณิชย์แล้ว

ประโยชน์ต่อบริษัท ฯ
  • รายได้จากการจำหน่ายแผ่นยางปูพื้นจากวัสดุรีไซเคิล 13.89 ล้านบาท ในปี 2568
  • ลดค่าใช้จ่ายในการจัดหาวัตถุดิบใหม่ 4.40 ล้านบาท จากการนำเศษยางและยางรีเคลมมาใช้ใหม่จำนวน 81.13 ตัน
ประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม
  • สามารถลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 7.00 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า จากการลดการใช้วัตถุดิบยางพาราใหม่จำนวน 81.13 ตัน
  • ลดปริมาณของเสียที่ต้องนำไปกำจัด และมีส่วนช่วยลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตวัตถุดิบตั้งต้นใหม่
  • ลดการเกิดขยะในอนาคต เนื่องจากแผ่นยางปูพื้นสามารถนำกลับไปใช้เป็นวัตถุดิบตั้งต้นได้ใหม่ทั้งหมด (ร้อยละ 100)

หมายเหตุ: ปริมาณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นค่าประมาณจากการประเมินของบริษัทฯ คำนวณโดยอ้างอิงหลักเกณฑ์และค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกี่ยวข้องจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.

การพัฒนานวัตกรรมในกระบวนการผลิต

บริษัท ฯ สนับสนุนและผลักดันให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมในกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดต้นทุน ลดความสูญเสียจากกระบวนการผลิต ควบคู่กับการส่งเสริมความปลอดภัย สุขอนามัย และคุณภาพชีวิตที่ดีของพนักงานในสถานที่ทำงาน โดยส่งเสริมให้พนักงานนำความรู้ ความเชี่ยวชาญ และเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ในการปรับปรุงกระบวนการทำงาน ในปี 2568 บริษัทฯ มีโครงการนวัตกรรมในกระบวนการผลิตที่ดำเนินการสำเร็จและสามารถวัดผลได้ ดังนี้

โครงการรถเข็นกระบะอบยางไฟฟ้า
รถเข็นกระบะอบยางไฟฟ้าและตัวดันกระบะเข้าเตาอบยาง

สืบเนื่องจากการพัฒนารถเข็นกระบะอบยางไฟฟ้าในปี 2567 ซึ่งช่วยลดการใช้แรงงานคนและลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บจากการลากเข็นกระบะอบยางที่มีน้ำหนักมากบริเวณหน้าเตา ณ โรงงานยางแท่งโรงที่ 1 และ 2 ฝ่ายวิศวกรรมซ่อมบำรุงและฝ่ายผลิตได้ติดตามผลการใช้งานอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินประสิทธิภาพของอุปกรณ์ และวิเคราะห์แนวทางในการพัฒนากระบวนการทำงานให้มีความปลอดภัยและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น

จากการติดตามผลพบว่า แม้รถเข็นดังกล่าวจะช่วยลดการใช้กำลังคนในขั้นตอนการเคลื่อนย้ายกระบะอบยางจากหอโรยยางไปยังหน้าเตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ในขั้นตอนการนำกระบะเข้าเตาอบ ผู้ปฏิบัติงานยังต้องลงจากรถเข็นเพื่อดันกระบะเข้าตำแหน่งด้วยตนเองทุกครั้ง ทำให้การทำงานขาดความต่อเนื่องและใช้เวลาเพิ่มขึ้นในแต่ละรอบ นอกจากนี้ การขึ้นลงรถเข็นซ้ำ ๆ ตลอดกะการทำงานยังอาจส่งผลต่อสุขภาพของผู้ปฏิบัติงาน โดยเฉพาะบริเวณเข่า ข้อเท้า และหลังส่วนล่าง จากการเคลื่อนไหวซ้ำและแรงกระแทก ซึ่งอาจนำไปสู่ความเมื่อยล้า การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อและข้อต่อ กระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานในระยะยาว และเพิ่มโอกาสการเกิดอุบัติเหตุจากความเหนื่อยล้า

ในปี 2568 ฝ่ายวิศวกรรมซ่อมบำรุงและฝ่ายผลิตจึงร่วมกันพัฒนาระบบดันกระบะเข้าเตาอัตโนมัติเพื่อติดตั้งเพิ่มเติมเข้ากับรถเข็นกระบะอบยางไฟฟ้า ด้วยงบประมาณในการพัฒนา จำนวน 147,514 บาท โดยออกแบบให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถควบคุมการทำงานได้จากตัวรถเข็นโดยตรงผ่านปุ่มสั่งงาน ทำให้สามารถดันกระบะเข้าสู่ตำแหน่งภายในเตาอบได้โดยอัตโนมัติอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ และแม่นยำ โดยไม่จำเป็นต้องลงจากรถเข็นเพื่อปฏิบัติงานด้วยตนเอง

ผลจากการปรับปรุงดังกล่าว เมื่อเปรียบเทียบการทำงานใน 1 รอบการทำงาน หรือ 8 ชั่วโมง พบว่าสามารถลดขั้นตอนการทำงานย่อยจาก 25 ขั้นตอน เหลือ 21 ขั้นตอน และลดเวลามาตรฐานในการปฏิบัติงานลง 21.07 วินาทีต่อรอบ ส่งผลให้สามารถเพิ่มปริมาณกระบะที่เข็นเข้าเตาอบได้เพิ่มขึ้น 10 กระบะต่อรอบการทำงาน คิดเป็นมูลค่าผลผลิตที่เพิ่มขึ้น 28,420 บาทต่อรอบการทำงาน พร้อมกับช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงาน เพิ่มความต่อเนื่องของกระบวนการผลิตและเพิ่มกำลังการผลิตของโรงงาน

รายละเอียด ก่อนการปรับปรุง หลังการปรับปรุง ผลจากการปรับปรุง
จำนวนขั้นตอนการทำงาน (ขั้นตอน) 25 21 ลดลง 4 ขั้นตอน
เวลามาตรฐานในการปฏิบัติงาน (วินาที) 568.56 547.49 ลดลง 21.07 วินาที
จำนวนกระบะที่เข็นเข้าเตาอบต่อรอบการทำงาน (กระบะ) 305 315 เพิ่มขึ้น 10 กระบะ
มูลค่าการผลิตต่อรอบ (บาท) 866,810 895,230 เพิ่มขึ้น 28,420 บาทต่อรอบการทำงาน
โครงการเครื่องพลิกยาง

กระบวนการตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ยางเป็นขั้นตอนสำคัญในการควบคุมมาตรฐานสินค้าให้เป็นไปตามข้อกำหนด และมีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นและความพึงพอใจของลูกค้า ในปัจจุบัน กระบวนการนี้ยังคงต้องพึ่งพาแรงงานคนในการพลิกและตรวจสอบชิ้นงานเป็นหลัก โดยก้อนยางแต่ละก้อนมีน้ำหนักประมาณ 35 กิโลกรัมต่อก้อน ส่งผลให้ผู้ปฏิบัติงานเกิดความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณหลัง ไหล่ และแขน เพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บจากการยกหรือพลิกก้อนยาง รวมถึงอาจกระทบต่อประสิทธิภาพในการทำงานเมื่อปฏิบัติงานเป็นระยะเวลานาน นอกจากนี้ กระบวนการดังกล่าวยังใช้เวลาค่อนข้างมาก ทำให้เกิดข้อจำกัดด้านกำลังการผลิต และมีต้นทุนแรงงานสูง

บริษัทฯ จึงได้นำเทคโนโลยีเครื่องพลิกยางเข้ามาใช้ในกระบวนการตรวจสอบคุณภาพ เพื่อช่วยพลิกชิ้นงานและสนับสนุนการตรวจสอบให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ลดการใช้แรงงานคนในขั้นตอนที่ต้องใช้แรงมาก พร้อมทั้งออกแบบการใช้งานให้สอดคล้องกับลักษณะงานจริงในสายการผลิต ภายหลังการปรับปรุงพบว่า สามารถลดระยะเวลาการตรวจสอบจากเฉลี่ย 15 วินาทีต่อก้อน เหลือประมาณ 7–9 วินาทีต่อก้อน และลดจำนวนพนักงานตรวจสอบจาก 3 คน เหลือ 1 คน ขณะเดียวกันยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บจากการยกของหนัก เพิ่มกำลังการผลิตให้สามารถรองรับความต้องการของตลาดได้มากขึ้น และช่วยให้การควบคุมคุณภาพสินค้าเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ ทำให้บริษัทฯ สามารถบริหารต้นทุนและทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

รายละเอียด ก่อนการปรับปรุง หลังการปรับปรุง ผลจากการปรับปรุง
เวลาในการตรวจสอบก้อนยาง (วินาที/ก้อน) 15 7 - 9 ลดลง 6 – 8 วินาทีต่อก้อน
จำนวนพนักงานตรวจสอบก้อนยาง (คน/รอบ) 3 1 ลดลง 2 คนต่อรอบ
จำนวนก้อนยางที่ตรวจสอบได้ (ก้อน/รอบ) 1,920 3,840 เพิ่มขึ้น 1,920 ก้อนต่อรอบ
ต้นทุนในการว่าจ้างพนักงาน (บาท/ปี) 380,160 126,720 ลดลง 253,440 บาทต่อปี
โครงการ SCADA STR-1

ระบบควบคุมและติดตามกระบวนการผลิตของบริษัทฯ ที่ใช้ในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดด้านการรวบรวม วิเคราะห์ และใช้ประโยชน์จากข้อมูลการผลิตแบบเรียลไทม์ รวมถึงยังไม่มีระบบแจ้งเตือนความผิดปกติที่สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้การควบคุมกระบวนการผลิตบางส่วนยังต้องพึ่งพาการตรวจสอบโดยพนักงานในพื้นที่ปฏิบัติงาน ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัย รวมทั้งอาจก่อให้เกิดการหยุดชะงักของเครื่องจักร และส่งผลต่อต้นทุนด้านพลังงานของกระบวนการผลิต นอกจากนี้ เหตุการณ์อุบัติเหตุจากไฟฟ้าระหว่างการปฏิบัติงานที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับระบบควบคุมและติดตามการทำงานของเครื่องจักรและระบบไฟฟ้าให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ลดการปฏิบัติงานในจุดเสี่ยง และเพิ่มความสามารถในการเฝ้าระวังความผิดปกติของระบบและจัดการได้อย่างทันท่วงที

ในปี 2568 บริษัทฯ จึงริเริ่มโครงการ SCADA STR-1 โดยนำระบบ SCADA มาใช้ภายในโรงงานผลิตยางแท่ง STR-1 เพื่อยกระดับการควบคุมกระบวนการผลิตให้มีความปลอดภัย แม่นยำ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ระบบดังกล่าวได้รับการออกแบบให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลจากเครื่องจักรและระบบไฟฟ้าเข้าสู่ศูนย์ควบคุมกลาง ทำให้สามารถติดตามสถานะการทำงาน วิเคราะห์ความผิดปกติ และแจ้งเตือนได้แบบทันที หรือ Real-Time การดำเนินโครงการนี้จะช่วยลดความเสี่ยงจากการปฏิบัติงานในพื้นที่หรือจุดที่มีความเสี่ยงสูง ลดโอกาสการหยุดชะงักของเครื่องจักร สนับสนุนการควบคุมต้นทุนพลังงาน และเพิ่มความต่อเนื่องของกระบวนการผลิต นอกจากนี้ ข้อมูลที่ได้จากระบบยังสามารถนำมาใช้ประกอบการวิเคราะห์และตัดสินใจเชิงปฏิบัติการได้อย่างถูกต้องและรวดเร็วมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของบริษัทฯ ในระยะยาว

ปัจจุบันระบบ SCADA อยู่ระหว่างการติดตั้งและทดสอบระบบ และมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2569 เมื่อระบบสามารถใช้งานได้เต็มรูปแบบ บริษัทฯ มีเป้าหมายลดการหยุดชะงักของเครื่องจักร (Down Time) ลงร้อยละ 50 และลดการใช้พลังงานลงร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับปี 2567 ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการหยุดชะงักของเครื่องจักรได้ประมาณ 461,222.22 บาทต่อเดือน และลดต้นทุนค่าไฟฟ้าได้ประมาณ 283,217.66 บาทต่อเดือน นอกจากนี้ ระบบยังจะช่วยให้บริษัทฯ สามารถติดตามสถานะการทำงาน วิเคราะห์ความผิดปกติของเครื่องจักร งานบำรุงรักษา และระบบไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น นำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนการดำเนินงาน และยกระดับความปลอดภัยในการทำงานในระยะยาว

จากกการดำเนินงานเพื่อการพัฒนากระบวนการและผลิตภัณฑ์ที่สร้างคุณค่าเป้าหมายและสรุปผลการดำเนินงานที่สำคัญแสดงดังตาราง
เป้าหมายระยะยาว
ปี 2573
เป้าหมาย
ปี 2568
ผลการดำเนินงาน
ปี 2568
จำนวนผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ที่ออกจำหน่ายต่อปี อย่างน้อย 10 รายการ 2 รายการ 3 รายการ