แนวทางการบริหารจัดการ

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างมีความรับผิดชอบและยั่งยืน เพื่อลดความเสี่ยงจากคู่ค้าที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจ รวมถึงสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนของผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่างๆ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมุ่งเน้นการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานให้มีความโปร่งใส เป็นธรรม มีความยืดหยุ่น และสอดคลัองกับคุณภาพมาตรฐานในระดับสากล บริษัท ฯ จึงได้กำหนดกลุ่ม “นโยบายด้านการจัดซื้อ” ซึ่งประกอบด้วย

“นโยบายการจัดซื้อจัดจ้าง” เพื่อเป็นกรอบการดำเนินงานและแนวปฏิบัติในการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นธรรมต่อคู่ค้าและมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงส่งเสริมการสร้างคุณค่าต่อชุมชนท้องถิ่น

“นโยบายการจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ” เพื่อเป็นแนวปฏิบัติในการดำเนินธุรกิจกับคู่ค้า และเป็นกรอบการดำเนินงานในการสร้างความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทานเพื่อลดความเสี่ยงและลดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน

“นโยบายการจ่ายเงินค่าวัตถุดิบ” เพื่อสนับสนุนการจัดซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกรรายย่อย

บริษัทฯ ได้จัดทำระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างสำหรับคู่ค้าและพนักงาน โดยกำหนดขอบเขตแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนภายใต้ข้อบังคับและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมด้านจริยธรรมทางธุรกิจ สิทธิมนุษยชน ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม เป็นไปตามกลุ่มนโยบายการจัดซื้อที่สอดคล้องกับหลักการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน เพื่อส่งเสริมความเชื่อมั่น ความไว้วางใจ และความร่วมมือกันระหว่างบริษัทฯ คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง

ศึกษานโยบายการจัดซื้อจัดจ้างเพิ่มเติม ได้ที่ www.nerubber.com หรือ สแกน QR Code

บริษัทฯ มอบหมายให้คณะทำงานด้านการปฏิบัติด้านผู้อุปโภค-คู่ค้า โดยมีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อเป็นหัวหน้าคณะทำงาน ทำหน้าที่รับผิดชอบการดำเนินงานตามนโยบายดังกล่าวให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนด บริหารจัดการคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทานให้สอดคล้องตามแนวปฏิบัติและมาตรฐานสากล เพื่อลดความเสี่ยงจากคู่ค้า เพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพ เพิ่มมูลค่า และลดค่าใช้จ่ายของบริษัท ฯ รวมถึงจัดทำและเผยแพร่จรรยาบรรณคู่ค้าเพื่อสื่อสารเจตนารมณ์ของบริษัท ฯ ที่จะดำเนินธุรกิจอย่างมีคุณธรรม โปร่งใส และมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่อุปทาน และรายงานความคืบหน้าในการดำเนินงานต่อผู้บริหารระดับสูงเป็นประจำทุกเดือน และรายงานสรุปต่อคณะกรรมทำงานการพัฒนาความยั่งยืนองค์กร และคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและพัฒนาอย่างยั่งยืน ตามลำดับ

บริษัท ฯ กำหนดกลยุทธ์เพื่อพัฒนาห่วงโซ่อุปทานให้ยั่งยืน ดังนี้
ผลการดำเนินงานปี 2568

บริษัทฯ ได้จัดให้มีการอบรมและสื่อสารให้คู่ค้ารับทราบโดยทั่วกันเพื่อส่งเสริมคู่ค้าให้ตระหนักถึงความสำคัญของการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม และมีการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยกำหนดให้คู่ค้าที่ทำธุรกิจกับบริษัท ฯ โดยตรง (Tier-1 suppliers) และคู่ค้าใหม่ทุกรายลงนามรับทราบตั้งแต่เริ่มกระบวนการขึ้นทะเบียนคู่ค้า และมีกระบวนการในการติดตามการดำเนินงานของคู่ค้า และประเมินผลการปฏิบัติงานของคู่ค้าเพื่อให้มั่นใจได้ว่าคู่ค้ามีการปฏิบัติตามจรรยาบรรณคู่ค้า ซึ่งคู่ค้าจะต้องสามารถแสดงให้เห็นว่ามีการปฏิบัติตามจรรยาบรรณ เมื่อมีการร้องขอทุกครั้ง โดยบริษัทฯ จะใช้วิธีการต่างๆ ที่กำหนดตามเกณฑ์ระดับความเสี่ยงของคู่ค้า เช่น การให้คู่ค้ารับรองตนเองว่าได้ปฏิบัติตามจรรยาบรรณ การตรวจประเมินคู่ค้า ณ สถานประกอบการ หรือการใช้แบบสอบถาม

ในปี 2568 บริษัท ฯ ได้มีการสื่อสาร และให้คู่ค้าลงนามรับทราบจรรยาบรรณคู่ค้า ดังนี้
จำนวนทั้งหมดในปี 2568 (ราย) เป้าหมายปี 2568 ผลการดำเนินงานปี 2568
คู่ค้าที่ทำธุรกิจกับบริษัทโดยตรง (Tier-1 Suppliers)
  • ได้รับการสื่อสาร
596 ร้อยละ 100 ร้อยละ 100
  • ลงนามรับทราบ
596 ร้อยละ 100 ร้อยละ 100
คู่ค้าใหม่
  • ได้รับการสื่อสารและลงนามรับทราบ
207 ร้อยละ 100 ร้อยละ 100
การบริหารจัดการคู่ค้าเพื่อห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทานอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะคู่ค้าที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาวัตถุดิบยางพารา การขนส่ง วัสดุ และบริการที่สนับสนุนกระบวนการผลิต เนื่องจากคุณภาพ ความเพียงพอ ความต่อเนื่อง และแหล่งที่มาของวัตถุดิบมีความสำคัญโดยตรงต่อการดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมยางพารา บริษัทฯ จึงมุ่งเน้นการคัดเลือกคู่ค้าที่มีคุณสมบัติเหมาะสม การจำแนกประเภทคู่ค้าตามความสำคัญต่อธุรกิจและระดับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการประเมินและติดตามความเสี่ยงของคู่ค้าในด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และบรรษัทภิบาล เพื่อป้องกันและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อคุณภาพวัตถุดิบ ความต่อเนื่องของการผลิต การส่งมอบสินค้า การปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อกำหนดของลูกค้าหรือตลาดปลายทาง รวมถึงส่งเสริมการจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งที่ถูกต้อง ตรวจสอบย้อนกลับได้ และสอดคล้องกับแนวทางการจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ

บริษัทฯ ได้กำหนดกระบวนการบริหารจัดการคู่ค้าให้ครอบคลุมตั้งแต่การคัดเลือกและขึ้นทะเบียนคู่ค้าใหม่ การจำแนกประเภทคู่ค้า การประเมินความเสี่ยง การตรวจประเมินคู่ค้า ไปจนถึงการสร้างความสัมพันธ์และพัฒนาคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง ดังแสดงในกระบวนการต่อไปนี้

การคัดเลือกและขึ้นทะเบียนคู่ค้าใหม่

บริษัทฯ กำหนดกระบวนการการพิจารณาคัดเลือกและขึ้นทะเบียนคู่ค้าใหม่อย่างเป็นระบบ โดยคู่ค้าและผู้รับเหมารายใหม่ต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้นก่อนดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง ด้วยวิธีการใช้แบบสอบถามที่มีเกณฑ์ประเมินคุณสมบัติเบื้องต้น 4 ด้าน และตรวจสอบเอกสารรับรองคุณภาพมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มั่นใจว่าคู่ค้ามีคุณสมบัติ ความสามารถ และความพร้อมในการส่งมอบสินค้าและบริการตามข้อกำหนดของบริษัทฯ นอกจากนี้ บริษัท ฯ กำหนดให้คู่ค้าใหม่ทุกรายต้องผ่านการประเมินความเสี่ยงด้านความยั่งยืนครอบคลุมด้านสิ่งแวดล้อม สังคม สิทธิชุมชน ความปลอดภัยและสุขอนามัย และด้านธรรมาภิบาล โดยใช้แบบฟอร์มการประเมินตนเองของคู่ค้า ก่อนดำเนินการขึ้นทะเบียนคู่ค้าใหม่

เมื่อคู่ค้าใหม่ที่มีผลคะแนนผ่านเกณฑ์ อยู่ในระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ลงนามรับทราบจรรยาบรรณคู่ค้า บริษัทฯ จะดำเนินการขึ้นทะเบียนคู่ค้าใหม่ต่อไป แต่หากคะแนนไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินหรือพบประเด็นความเสี่ยงที่ต้องปรับปรุง คู่ค้าต้องดำเนินการแก้ไขหรือจัดทำมาตรการป้องกันและมีแผนการตรวจติดตามที่ชัดเจน เพื่อให้คะแนนอยู่ในระดับที่ยอมรับได้จึงจะสามารถขึ้นทะเบียนคู่ค้าใหม่กับบริษัทฯ ได้

ในปี 2568 บริษัท ฯ มีการขึ้นทะเบียนคู่ค้ารายใหม่ จำนวน 207 ราย ซึ่งเป็นคู่ค้าที่ผ่านการคัดเลือกตามกระบวนการที่กำหนดไว้ คิดเป็นร้อยละ 100 ของคู่ค้ารายใหม่ทั้งหมด

การจำแนกประเภทของคู่ค้า
การระบุกลุ่มคู่ค้าสำคัญ

ในปี 2568 บริษัทฯ มีคู่ค้าและผู้รับเหมาในห่วงโซ่อุปทานที่ทำธุรกิจกับบริษัทฯ โดยตรง (Tier-1 suppliers) รวมทั้งหมด 596 ราย ในจำนวนนี้เป็นคู่ค้าวัตถุดิบจำนวน 249 ราย คิดเป็นร้อยละ 41.78 ของจำนวนคู่ค้าทั้งหมด

บริษัทฯ ได้ทำการวิเคราะห์และระบุกลุ่มคู่ค้าสำคัญ (Critical suppliers) ซึ่งเป็นกลุ่มที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจการของบริษัทฯ ได้ จากคู่ค้าและผู้รับเหมาที่ส่งมอบสินค้าและบริการในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด โดยใช้เกณฑ์พิจารณากลุ่มคู่ค้าสำคัญจาก มูลค่าการจัดซื้อจัดจ้าง การเป็นผู้ขายสินค้าที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของธุรกิจ และการเป็นผู้ขายน้อยรายในตลาดหรือไม่สามารถหาสินค้าอื่นทดแทนได้ ดังนี้

บริษัทฯ มีคู่ค้าและผู้รับเหมาที่อยู่ในกลุ่มคู่ค้าสำคัญที่ทำธุรกิจกับบริษัทฯ โดยตรง (Critical tier-1 suppliers) จำนวน 112 ราย คิดเป็นร้อยละ 18.79 ของคู่ค้าทั้งหมด ซึ่งมีมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้าง คิดเป็นร้อยละ 58 ของมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมด ในจำนวนนี้เป็นคู่ค้าวัตถุดิบจำนวน 42 ราย คิดเป็นร้อยละ 37.5 ของจำนวนคู่ค้าสำคัญที่ทำธุรกิจกับบริษัท ฯ โดยตรงทั้งหมด

นอกจากนี้ในปี 2568 บริษัทฯ มีคู่ค้าสำคัญที่ไม่ได้ทำธุรกิจกับบริษัทฯ โดยตรง (critical non-tier 1 suppliers) จำนวน 12,123 ราย ซึ่งทั้งหมดเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบยางพารา คิดเป็นร้อยละ 100 ของคู่ค้ากลุ่มนี้ จำนวนคู่ค้าดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากปี 2567 ถึงร้อยละ 644.66 เนื่องจาก คู่ค้าวัตถุดิบที่เข้าร่วมโครงการ EUDR ของบริษัทฯ ในปี 2568 มาจากคู่ค้าวัตถุดิบรายย่อยที่อยู่ในเครือข่ายของคู่ค้าที่ทำธุรกิจโดยตรงกับบริษัทฯ (Tier 1 suppliers) จึงพิจารณาให้คู่ค้าวัตถุดิบรายย่อยซึ่งเป็นแหล่งวัตถุดิบหลักของห่วงโซ่อุปทาน เป็นคู่ค้าสำคัญที่ไม่ได้ทำธุรกิจกับบริษัทฯ โดยตรง (critical non-tier 1 suppliers) ส่งผลให้จำนวนคู่ค้ากลุ่มนี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากปี 2567

การประเมินความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน

บริษัท ฯ มีการประเมินความเสี่ยงของคู่ค้าที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจบริษัท ฯ และต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยใช้แบบประเมินคู่ค้า การสัมภาษณ์ และการตรวจสอบเอกสารอ้างอิง ครอบคลุมความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ เช่น คุณภาพ ระยะเวลาและความสม่ำเสมอในการส่งมอบ แหล่งที่มา ด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม การจัดการและป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ด้านสังคม เช่น การปฏิบัติต่อแรงงาน การเคารพสิทธิชุมชน ความปลอดภัย และด้านบรรษัทภิบาล เช่น การแข่งขันอย่างเป็นธรรม การป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน โดยบริษัทฯ ได้กำหนดระดับความเสี่ยงตามคะแนนประเมิน และกำหนดแนวทางการดำเนินงานเพิ่มเติมกับคู่ค้าที่มีความเสี่ยงในระดับต่าง ๆ ดังนี้

การตรวจประเมินคู่ค้า

บริษัทฯ ทำการตรวจประเมินคู่ค้า ณ สถานประกอบการครอบคลุมประเด็นด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (On-site ESG Audit) โดยกำหนดเกณฑ์และความถี่ของการตรวจประเมินตามระดับความเสี่ยงของคู่ค้า โดยฝ่ายจัดซื้อและผู้ขอซื้อเป็นผู้ดำเนินการ บริษัทฯ จะจัดทำแผนการตรวจประเมินคู่ค้าในแต่ละประเภทของคู่ค้า และนำส่งหนังสือแจ้งความประสงค์ขอเข้าตรวจประเมินคู่ค้า โดยระบุวันที่เยี่ยมชม เวลาในการเยี่ยมชม และนำส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเกณฑ์ในการตรวจให้ทราบล่วงหน้า

ในปี 2568 บริษัทฯ มีคู่ค้าที่อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องถูกตรวจประเมิน ณ สถานประกอบการ (On-site audit) จำนวน 37 ราย ซึ่งบริษัท ฯ ได้ดำเนินการตรวจประเมินแล้วเสร็จทั้งหมด 37 ราย คิดเป็นร้อยละ 100 ของจำนวนคู่ค้าที่ต้องตรวจประเมินทั้งหมด

จำนวนคู่ค้าทั้งหมดที่ต้อง
ได้รับการตรวจประเมิน ณ
สถานประกอบการ
ตามเกณฑ์ในปี 2568
จำนวนคู่ค้าที่ได้รั
บการตรวจประเมิน ณ
สถานประกอบการ
เสร็จสิ้นในรอบปี
สัดส่วนคู่ค้าที่ได้รับ
การตรวจประเมิน
คู่ค้าสำคัญที่ทำธุรกิจโดยตรงกับบริษัท ฯ (Critical tier-1 suppliers) 19 19 ร้อยละ 100
คู่ค้าที่ทำธุรกิจโดยตรงกับบริษัท ฯ ที่ไม่ใช่คู่ค้าสำคัญ (Non-critical tier-1 suppliers) 17 17 ร้อยละ 100
คู่ค้าใหม่ 1 1 ร้อยละ 100
รวม 37 37 ร้อยละ 100
การพัฒนาศักยภาพคู่ค้าและเกษตรกร

การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานให้มีความยั่งยืนและมีการดำเนินงานที่เป็นไปตามมาตรฐานสากลหรือกฎเกณฑ์ข้อบังคับต่างๆ นั้น ความรู้ความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของคู่ค้าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก โดยเฉพาะคู่ค้าวัตถุดิบที่ส่งมอบวัตถุดิบหลักในกระบวนการผลิตสินค้า บริษัท ฯ จึงมุ่งเน้นการยกระดับความตระหนักรู้ของคู่ค้าวัตถุดิบในเรื่องการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ ให้ความรู้เรื่องการพัฒนาคุณภาพและผลผลิตยางพารา รวมไปถึงแนวทางปฏิบัติที่สอดคล้องตามหลักด้านสิทธิมนุษยชน และการเปลี่ยนแปลงระเบียบข้อบังคับใหม่ทั้งในและต่างประเทศที่มีผลต่อธุรกิจยาง

บริษัทฯ มอบหมายให้ฝ่ายจัดซื้อเป็นผู้ดำเนินการสำรวจพื้นที่การเพาะปลูกของคู่ค้าวัตถุดิบและลงพื้นที่เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับเกษตรกรและสอบถามถึงปัญหาของการปลูกยางพารา บริษัทฯ ได้คัดเลือกประเด็นสำคัญที่เกษตรกรให้ความสนใจและมีผลกระทบสูงต่อเกษตรกรทั้งด้านเศรษฐกิจ สุขภาพและความปลอดภัย ตลอดจนสิ่งแวดล้อม เพื่อนำมาดำเนินการจัดโครงการอบรมให้ความรู้กับเกษตรกรเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ในปี 2568 บริษัท ฯ ได้ดำเนินการโครงการเพื่อพัฒนาคู่ค้าดังนี้

โครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (LESS)

บริษัทฯ มีแผนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ (ขอบเขต 3) ของบริษัท ฯ ซึ่งการปล่อยส่วนใหญ่มาจากการขนส่งวัตถุดิบจากคู่ค้า บริษัท ฯ จึงได้สรรหาและคัดเลือกคู่ค้าที่มีแนวทางในการปรับตัวและยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศและมีแนวทางในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก บริษัท ฯ เห็นปัญหาในเรื่องนี้ที่คู่ค้ายังไม่มีความเข้าใจมากนัก จึงได้มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของคู่ค้าในพื้นที่ให้เรียนรู้และทำความเข้าใจเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการดำเนินงานก่อนเป็นลำดับแรก โดยส่งเสริมให้คู่ค้าเข้าร่วมโครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (Low Emission Support Scheme) หรือโครงการ LESS ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ซึ่งบริษัท ฯ จะช่วยเป็นที่ปรึกษาให้คู่ค้าในด้านการจัดทำข้อมูลและตรวจสอบข้อมูลการดำเนินกิจกรรมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการดำเนินงานในประเภทกิจกรรมที่คู่ค้าสามารถเข้าร่วมโครงการ LESS ได้ เช่น การลดใช้ไฟฟ้า การคัดแยกขยะ การลดการใช้ปุ๋ยเคมีในการเกษตร การลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในการเดินทาง และการปลูกต้นไม้ เป็นต้น

ในปี 2568 มีคู่ค้าเข้าร่วมโครงการ LESS จำนวน 27 ราย ในจำนวนนี้ มีคู่ค้าจำนวน 8 รายที่ผ่านการรับรองผลการประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้และได้รับใบประกาศเกียรติคุณ (Letter of Recognition: LOR) คิดเป็นร้อยละ 29.63 ของจำนวนคู่ค้าทั้งหมดที่เข้าร่วมโครงการ ส่วนคู่ค้าอีก 19 ราย คิดเป็นร้อยละ 70.37 ยังอยู่ระหว่างการปรับปรุงและรวบรวมเอกสารหลักฐานประกอบให้ครบถ้วนตามข้อกำหนดของโครงการ ทั้งนี้ ผลการดำเนินกิจกรรมของคู่ค้าที่ได้รับการรับรองสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 15.22 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

บริษัทฯ มีแนวทางในการสนับสนุนคู่ค้าวัตถุดิบให้พัฒนาการจัดเก็บข้อมูลด้านก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง และเตรียมความพร้อมสำหรับการขอรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product: CFP) ในอนาคต เพื่อให้สามารถนำข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือจากคู่ค้า มาใช้ประกอบการคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่น ๆ (ขอบเขต 3) ของบริษัทฯ ได้ต่อไป

โครงการ “NER เพื่อการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานสู่ความยั่งยืน” ปีที่ 4

บริษัท ฯ ได้ดำเนินโครงการ “NER เพื่อการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานสู่ความยั่งยืน” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยได้จัดอบรมคู่ค้าเกษตรกร จำนวน 65 ราย ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญที่ทำธุรกิจกับบริษัทฯ โดยตรง (Critical tier-1 suppliers) และส่งมอบวัตถุดิบปริมาณร้อยละ 93.83 จากยอดซื้อวัตถุดิบทั้งหมด เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการผลิตยางพาราในภาพรวม ตั้งแต่การผลิตยางเพื่อให้ได้คุณภาพดี การตรวจสอบสิ่งปลอมปนในเนื้อยาง ปัจจัยที่มีผลต่อการกรีดยางและปริมาณน้ำยาง การได้มาของน้ำยางไปจนถึงส่งมอบสินค้า เป็นต้น โดยมุ่งหวังให้เกษตรกรคู่ค้าสามารถผลิตวัตถุดิบที่มีคุณภาพสูงที่สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้แก่เกษตรกรรายย่อย กลุ่มคู่ค้า และพ่อค้าคนกลางในเขตพื้นที่แหล่งวัตถุดิบหลัก

ผลจากการพัฒนาคู่ค้าเกษตรกรในโครงการนี้ ทำให้ได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพดีขึ้น ช่วยลดการปนเปื้อนของวัตถุดิบที่จะเข้าสู่ระบบการผลิตของบริษัทฯ และมีกระบวนการผลิตยางพาราที่มีความรับผิดชอบและเป็นที่ยอมรับของตลาดสากล เช่น การเปลี่ยนไปใช้การใช้กรดฟอร์มิคเป็นสารจับตัวน้ำยางที่มีอันตรายต่อสุขภาพน้อยกว่ากรดซัลฟุริค รวมไปถึงการบันทึกข้อมูลเพื่อสามารถตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของวัตถุดิบได้ โดยการทำ Coding บนยางแผ่นดิบและยางแผ่นรมควัน และการจับสัญญาณ GPS บนยางก้อนถ้วย ซึ่งเกษตรกรสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปดำเนินการต่อเพื่อเพิ่มคุณภาพผลผลิตให้มีมูลค่าสูงขึ้น นอกจากนี้บริษัท ฯ มีการประชาสัมพันธ์ข่าวสาร ให้ข้อมูลสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงและแนวโน้มตลาดโลก เพื่อเตรียมความพร้อมของคู่ค้าเกษตรกรให้ปรับตัวและตอบสนองธุรกิจอุตสาหกรรมการซื้อขายยางพาราอย่างยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากการดำเนินโครงการตลอดปี 2568 ผู้เข้ารับการอบรมให้คะแนนความพึงพอใจต่อโครงการถึง 97.76% ซึ่งผู้เข้าอบรมเป็นคู่ค้าวัตถุดิบที่เป็นคู่ค้าสำคัญที่ทำธุรกิจโดยตรงกับบริษัทฯ (Critical Tier-1 suppliers) ของบริษัท ฯ จำนวน 65 ราย ส่งมอบวัตถุดิบปริมาณร้อยละ 93.83 จากยอดซื้อวัตถุดิบทั้งหมด บริษัทฯ พบว่าวัตถุดิบที่ได้รับจากคู่ค้ามีการปนเปื้อนของสิ่งแปลกปลอมร้อยละ 3 ลดลงจากร้อยละ 7 ในปี 2567 แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของคุณภาพการผลิตยางพาราของเกษตรกรในท้องถิ่นที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีคู่ค้าวัตถุดิบจำนวน 38 รายที่ติดตั้ง Coding สามารถตรวจสอบย้อนกลับข้อมูลวัตถุดิบได้ ทำให้บริษัท ฯ มีสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับข้อมูลของผลิตภัณฑ์ได้ คิดเป็นร้อยละ 12.14 ของผลิตภัณฑ์ที่ผลิตทั้งหมด

โครงการพัฒนาคู่ค้าสู่ EUDR (EU Deforestation Regulation)

ปัจจุบันสหภาพยุโรปได้ประกาศใช้กฎหมายสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า (EU Deforestation Regulation: EUDR) ที่มุ่งเน้นการลดการตัดไม้ทำลายป่าในห่วงโซ่อุปทานผลิตภัณฑ์จากยางพาราและไม้ กฎระเบียบนี้กำหนดให้ผลิตภัณฑ์ที่ส่งออกไปยังสหภาพยุโรปต้องปราศจากการเกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า (Deforestation-free) และต้องมีการตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งผลิตที่ชัดเจน ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานขึ้น เช่น ต้นทุนที่สูงขึ้นจากการรายงานและตรวจสอบย้อนกลับห่วงโซ่อุปทาน หรือคู่ค้ารายย่อยอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันเพราะไม่ผ่านเกณฑ์ EUDR หรือไม่สามารถปฏิบัติตามได้

บริษัท ฯ จึงได้ดำเนินโครงการพัฒนาคู่ค้าสู่ EUDR (EU Deforestation Regulation) เพื่อเตรียมความพร้อมของคู่ค้าวัตถุดิบและเกษตรกร โดยสนับสนุนพนักงานให้เป็นวิทยากรในการอบรมเชิงปฏิบัติการแก่ผู้ประกอบการรายย่อยที่ทำธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานของสินค้าที่อยู่ภายใต้กฎระเบียบของสหภาพยุโรปว่าด้วยสินค้าปลอดการทำลายป่า หรือ EUDR โดยมีเนื้อหาครอบคลุมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ EUDR และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อภาคการเกษตร แนวทางปฏิบัติให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของ EUDR การตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการขอรับการรับรองและมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งผลประโยชน์หรือผลตอบแทนจากการดำเนินโครงการ

การจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ

บริษัทฯ เชื่อว่าความสำเร็จที่ยั่งยืนต้องอยู่บนพื้นฐานความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบในทุกกระบวนการทางธุรกิจของบริษัท ฯ และคู่ค้า จึงได้กำหนดนโยบายการจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ เพื่อให้มั่นใจได้ว่ากระบวนการจัดซื้อหรือจัดหาวัตถุดิบของบริษัท ฯ จะช่วยลดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน พร้อมทั้งสร้างคุณค่าและความยั่งยืนให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย รวมถึงปฏิบัติอย่างโปร่งใสและเคารพหลักสิทธิมนุษยชนเป็นสำคัญ

นอกจาก บริษัทฯ จะส่งเสริมการดำเนินงานของคู่ค้าและสนับสนุนการจัดซื้อวัตถุดิบจากแหล่งผลิตที่ได้รับการรับรองว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น มาตรฐาน Forest Stewardship Council (FSC), EU Deforestation Regulation (EUDR) แล้ว บริษัทฯ ยังมีการดำเนินงานเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้มีส่วนได้เสียในด้านการจัดซื้อวัตถุดิบเพิ่มเติม ดังนี้

การจัดซื้ออย่างเป็นธรรมและโปร่งใส

บริษัทฯ มุ่งมั่นดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างวัตถุดิบยางพาราด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเป็นธรรม กำหนดหลักเกณฑ์ มาตรการ และระเบียบปฏิบัติในการจัดซื้อจัดจ้างที่เปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้ บริษัท ฯ ให้ความสำคัญกับคู่ค้าทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติ มีการจัดทำระบบการจัดซื้อวัตถุดิบให้ได้ประโยชน์อย่างเท่าเทียมกันระหว่างคู่ค้ารายใหญ่และรายย่อย และสื่อสารนโยบายการจัดซื้อให้ผู้จัดจำหน่ายหรือเกษตรกรสวนยางทุกคนรับทราบโดยทั่วกัน

ในปี 2568 บริษัทฯ ได้ดำเนินการ ดังนี้

  • ในการจัดซื้อวัตถุดิบยางโดยปกติ ผู้ซื้อต้องทำการประเมินเนื้อยางที่อยู่ในวัตถุดิบด้วยการคาดการณ์หรือประเมินด้วยสายตา ซึ่งมีผลต่อการคำนวณค่าวัตถุดิบและอาจทำให้รายได้จากการขายวัตถุดิบของคู่ค้าเกษตรกรผู้ขายยางพาราไม่เป็นไปตามความจริง บริษัท ฯ จึงพัฒนาวิธีการและเกณฑ์มาตรฐานทางวิทยาศาสตร์ในการวิเคราะห์คุณภาพของวัตถุดิบยางเพื่อความโปร่งใสและทวนสอบได้ โดยวิเคราะห์ปริมาณเนื้อยางที่มีอยู่ในยางหรือที่เรียกว่า การหาค่าปริมาณเนื้อยางแห้ง (Dry Rubber Content: DRC) ในห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองระบบมาตรฐาน ISO/IEC17025:2017 ซึ่งผลการทดสอบมีความแม่นยำมากขึ้น เชื่อถือได้ และเป็นธรรมต่อคู่ค้า
  • การประกาศราคาล่วงหน้าผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อให้คู่ค้ารับทราบก่อนที่จะดำเนินการตัดสินใจขายวัตถุดิบยาง ซึ่งการประกาศราคารับซื้อจะดำเนินการอ้างอิงราคาตลาดกลางของการยางแห่งประเทศไทย หรือราคาที่ผ่านการตรวจสอบจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และอัพเดตราคาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสะท้อนความเป็นจริงของตลาด
  • การจัดซื้อวัตถุดิบภายในท้องถิ่นไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจด้านความมั่นคงของวัตถุดิบ ลดต้นทุน ลดการใช้พลังงานในการขนส่ง แต่ยังช่วยพัฒนาชุมชน เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน บริษัท ฯ มีความตั้งใจที่จะสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจในท้องถิ่นโดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานราก จึงรับซื้อยางพาราจากเกษตรกรรายย่อยและผู้ประกอบการขนาดเล็กในท้องถิ่น โดยไม่จำกัดเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ตลอดจนจัดเตรียมเครื่องชั่ง ตวง วัด ที่เหมาะสมตามขนาดของคู่ค้า เพื่อให้ได้ค่าน้ำหนักวัตถุดิบที่ถูกต้องแม่นยำตรงตามความเป็นจริง ไม่เอาเปรียบเกษตรกรรายเล็กหรือเลือกปฏิบัติเพื่อเกษตรกรรายใหญ่ ความตั้งใจจริงและความจริงใจของบริษัท ฯ ในการส่งเสริมการทำธุรกิจกับกลุ่มเกษตรกรรายย่อยอย่างตรงไปตรงมา ทำให้บริษัท ฯ มีจำนวนคู่ค้าวัตถุดิบรายย่อยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามเป้าหมายในการเพิ่มสัดส่วนวัตถุดิบยางพาราจากคู่ค้ารายย่อยต่อจำนวนวัตถุดิบยางพาราที่ใช้ในการผลิตทั้งหมด
การส่งเสริมให้คู่ค้ามีสภาพคล่องที่ดี

บริษัทฯ ให้ความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรมกับคู่ค้า เพื่อส่งเสริมสภาพคล่องด้านการจัดการเงินสดและการบริหารเงินทุนทั้งของคู่ค้าและของบริษัทฯ จึง ได้กำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติในการชำระเงินค่าสินค้าและบริการให้แก่คู่ค้าอย่างเป็นธรรม ถูกต้อง โปร่งใส และรวดเร็ว โดยชำระตามงวดหรือตามเครดิตเทอมที่ระบุในเงื่อนไขสัญญา และได้สื่อสารนโยบายดังกล่าวเพื่อรับทราบร่วมกันตั้งแต่คู่ค้าได้รับการขึ้นทะเบียนคู่ค้า โดยมีรายละเอียดการจ่ายเงินแยกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

  1. กลุ่มวัตถุดิบยางกำหนดระยะเวลาในการชำระเงินตามนโยบายการจ่ายเงินค่าวัตถุดิบ
    • กรณีผู้ขายส่งมอบปริมาณวัตถุดิบไม่เกิน 200 ตัน เงื่อนไขการชำระเงินภายใน 2 วันทำการ ไม่นับวันลงยาง
    • กรณีผู้ขายส่งมอบริมาณวัตถุดิบตั้งแต่ 200 ตันขึ้นไป เงื่อนไขการชำระเงินภายหลังผู้ขายส่งครบยอดจอง ภายใน 2 วันทำการ
  2. คู่ค้าทั่วไป กำหนดระยะเวลาการจ่ายเงินให้คู่ค้าทั่วไปภายในระยะเวลา 15-30 วัน นับจากวันวางบิล ตามแต่เงื่อนไขการชำระเงิน

แต่อย่างไรก็ตามระยะเวลาการจ่ายเงินอาจไม่เป็นไปตามนโยบาย เนื่องจากข้อจำกัดของแต่ละธุรกิจและปัจจัยต่าง ๆ ที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม เช่น ประเภทธุรกิจของสินค้าและการให้บริการ ระยะเวลาตามสัญญากับคู่ค้า เป็นต้น

ระยะเวลาการจ่ายเงินให้คู่ค้าโดยเฉลี่ยทั้งปีของบริษัทฯ มีรายละเอียดดังนี้

ตามนโยบาย 2567 2568
ระยะเวลาชำระเงินคู่ค้าวัตถุดิบเฉลี่ย 2 วันทำการ 1 วัน 30 วัน
ระยะเวลาชำระเงินคู่ค้าทั่วไปเฉลี่ย 15-30 วันทำการ 1 วัน 30 วัน
การตรวจสอบการได้มาซึ่งวัตถุดิบ

การตรวจสอบการได้มาของวัตถุดิบยางเป็นกระบวนการสำคัญในการดำเนินงานที่จะสามารถสร้างความโปร่งใสตลอดห่วงโซ่อุปทานของการดำเนินธุรกิจของบริษัท ฯ เพื่อให้มั่นใจว่าวัตถุดิบที่ได้จัดหามานั้นมีความถูกต้องตามมาตรฐาน ทั้งในด้านคุณภาพ กฎหมาย และจริยธรรม รวมถึงป้องกันปัญหาที่อาจเกิดจากการจัดซื้อ ซึ่งทางบริษัทฯ ได้ดำเนินการตามแนวทางดังนี้

แนวทางปฏิบัติ การดำเนินงานของบริษัท ฯ
1.การตรวจสอบแหล่งที่มาของวัตถุดิบ ตรวจสอบและจัดเก็บข้อมูลหรือขอเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น ใบอนุญาต ใบรับรองคุณภาพ หรือเอกสารแสดงความถูกต้องตามกฎหมายของคู่ค้า เพื่อยืนยันเอกสารต้นทาง พร้อมทั้งมีการตรวจสอบความยั่งยืนของแหล่งผลิตวัตถุดิบยาง โดยแหล่งปลูกยางพาราต้องไม่รุกล้ำพื้นที่ป่าสงวนหรือส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น มีการใช้ระบบรับรอง เช่น FSC (Forest Stewardship Council) หรือ PEFC (Program for the Endorsement of Forest Certification)
2.การตรวจสอบความโปร่งใสในกระบวนการจัดซื้อ บริษัทฯ มีการประกาศราคารับซื้อวัตถุดิบยาง โดยการสื่อสารผ่านสื่อออนไลน์ อีเมล ไลน์ และหน้าเว็บไซต์บริษัทฯ ซึ่งคู่ค้าสามารถตรวจสอบราคาซื้อขาย และสามารถวิเคราะห์ราคาเทียบกับราคาตลาดเพื่อตรวจสอบความโปร่งใสได้ อีกทั้งบริษัทฯ มีการดำเนินการจัดทำโปรแกรมในการสั่ง-จอง เพื่อซื้อขายวัตถุดิบยาง พร้อมทั้งนำระบบติดตามการจัดซื้อมาใช้ในการดำเนินงาน เพื่อตรวจสอบทุกขั้นตอนตั้งแต่การจัดหา การขนส่ง และการชำระเงิน เป็นต้น
3.การตรวจสอบคุณภาพวัตถุดิบ ประเมินคุณภาพวัตถุดิบก่อนรับเข้า และตรวจสอบปริมาณสิ่งปนเปื้อนที่ติดมากับวัตถุดิบยาง สุ่มตัวอย่างวัตถุดิบยางจากคู่ค้าที่รับเข้ามาเพื่อทดสอบคุณภาพ การตรวจสอบคุณภาพยางก้อนถ้วยเพื่อหาปริมาณเนื้อยางที่มีอยู่ในยางหรือที่เรียกว่า การหาค่าปริมาณเนื้อยางแห้ง (Dry Rubber Content: DRC) ส่วนยางแผ่นตรวจคุณภาพตามมาตรฐานยางแผ่นดิบของการยางแห่งประเทศไทย ภายในห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน
4. การตรวจสอบความถูกต้องตามกฎหมาย ตรวจสอบเอกสารให้ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น ใบกำกับภาษี ใบอนุญาตส่งออก (ในกรณีที่เป็นการนำเข้าหรือส่งออก) และตรวจสอบข้อกำหนดของประเทศต้นทางที่ดำเนินการส่งออก เช่น กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม หรือข้อห้ามเกี่ยวกับการส่งออก เพื่อลดความเสี่ยงในการละเมิดกฎหมาย
5. การติดตามกระบวนการจัดหาที่ปลอดภัยและยั่งยืน ใช้ระบบติดตามย้อนกลับกับวัตถุดิบยางของคู่ค้า โดยดำเนินการติดตามข้อมูลตั้งแต่แหล่งผลิตถึงจุดส่งมอบ และมีการตรวจสอบคู่ค้าโดยดำเนินการประเมินคู่ค้าในประเด็นด้านความยั่งยืนด้วย
6.การตรวจสอบด้านจริยธรรมและสิทธิมนุษยชน ทำการตรวจสอบและประเมินคู่ค้าปีละ 1-2 ครั้ง ทั้งในด้านการปฏิบัติต่อแรงงาน ครอบคลุมการใช้แรงงานเด็ก แรงงานบังคับ หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชน และด้านผลกระทบเชิงลบต่อชุมชนในพื้นที่
7. การสนับสนุนการทวนสอบข้อมูลด้วยหน่วยงานที่ได้รับการรับรอง ใช้บริษัทตรวจสอบภายนอกเพื่อตรวจสอบความโปร่งใสและสร้างความน่าเชื่อถือของกระบวนการจัดหาวัตถุดิบ เช่น องค์กรรับรองมาตรฐาน FSC ผู้ตรวจสอบจาก ISO หรือหน่วยงานอื่นๆที่ได้รับการรับรองการเป็นผู้ตรวจสอบ
8. การอบรมและพัฒนาทีมงานจัดซื้อ สนับสนุนการพัฒนาบุคลากรของบริษัทฯ ให้มีความรู้และความชำนาญในการตรวจสอบ และพัฒนาทักษะด้านการประเมินคุณภาพวัตถุดิบและการตรวจสอบเอกสาร เพื่อให้เกิดการดำเนินงานอย่างถูกต้องและเป็นที่น่าเชื่อถือ
9. การบริหารจัดการข้อร้องเรียนและการรายงาน จัดให้มีช่องทางในการรับข้อร้องเรียนในรูปแบบต่างๆ เช่น การร้องเรียนผ่านการเขียนเอกสาร ไลน์ และเว็บไซด์ และกระบวนการจัดการข้อร้องเรียนที่เป็นระบบ ซึ่งจะมีการดำเนินการแจ้งให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทราบ พร้อมทั้งจัดทำการรายงานผลการตรวจสอบ และเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการจัดหาวัตถุดิบเพื่อความโปร่งใส
การตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน

บริษัทฯ กำหนดเป้าหมายให้ผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในปี 2568 ร้อยละ 10 สามารถตรวจสอบย้อนกลับข้อมูลถึงแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์ได้ และเพิ่มเป็นร้อยละ 50 ภายในปี 2573 เพื่อยกระดับความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของข้อมูลในห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนสนับสนุนการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการตรวจสอบย้อนกลับของลูกค้า มาตรฐานสากล และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เช่น EUDR และ FSC บริษัทฯ มีแผนการดำเนินงานร่วมกับคู่ค้าวัตถุดิบเพื่อพัฒนากระบวนการและระบบจัดทำข้อมูลเพื่อตรวจสอบย้อนกลับข้อมูลของวัตถุดิบไปถึงแหล่งผลิตได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ดังนี้

ในปี 2568 ผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายสามารถตรวจสอบย้อนกลับข้อมูลถึงแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์ได้ร้อยละ 7.07 ของผลิตภัณฑ์ทั้งหมด ซึ่งยังต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 10 อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่ผลิตในปี 2568 บริษัทฯ มีสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ร้อยละ 12.14 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 10.26 ในปี 2567 เป็นผลจากความก้าวหน้าในการพัฒนากระบวนการจัดเก็บข้อมูล ระบบติดตาม และการตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยบริษัทฯ ได้เร่งพัฒนาระบบและขยายขอบเขตการตรวจสอบย้อนกลับอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายระยะยาวในปี 2573

จากกการดำเนินงานเพื่อการพัฒนาการบริหารห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืนเป้าหมายและสรุปผลการดำเนินงานที่สำคัญแสดงดังตาราง
เป้าหมายระยะยาว
ปี 2573
เป้าหมาย
ปี 2568
ผลการดำเนินงาน
ปี 2568
สัดส่วนคู่ค้าสำคัญที่ได้รับการประเมินความเสี่ยงด้านความยั่งยืน ต่อจำนวนคู่ค้าสำคัญทั้งหมด ร้อยละ 100 ร้อยละ 60 ร้อยละ 44.30
สัดส่วนวัตถุดิบยางพาราจากคู่ค้ารายย่อย ต่อจำนวนวัตุดิบยางพาราที่ใช้ในการผลิตทั้งหมด มากกว่าร้อยละ 30 ร้อยละ 10 ร้อยละ 6.56
สัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับข้อมูลของผลิตภัณฑ์ได้ ต่อผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่จำหน่าย ร้อยละ 50 ร้อยละ 10 ร้อยละ 7.07
นโยบายที่เกี่ยวข้อง
นโยบายการจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ